DM-0055 | ธรรมะประจำวัน 2022-08-30

“…นรกมีหมด


คนถือศาสนาพุทธ-ก็มีนรก ถือศาสนาคริสต์-ก็มีนรก


ถือศาสนาอิสลาม-ก็มีนรก


ถือศาสนาฮินดู-เขาเรียกว่า‘ศาสนาพราหมณ์’


ก็มีนรกเหมือนกันหมด


ถ้าหาก(นรก)มีแต่ศาสนาพุทธ


อ้าว! ก็จะไปถือศาสนาพุทธทำไม ?


ก็ไปถือศาสนาคริสต์ที่มันไม่มีนรกโน่นสิ


ไปถือศาสนาอิสลามโน่นสิ


ถือศาสนาพราหมณ์-ศาสนาฮินดูโน่นสิ


เราอยากไปตกนรกไหม ?


เราไม่อยากไปตกนรก จะไปถือทำไมศาสนาพุทธนะ


บัดนี้ถ้ามีนรกตั้งแต่ศาสนาคริสต์


เราก็ทิ้งศาสนาคริสต์ซะ มาถือศาสนาพุทธซะ


มันก็แล้วกันเท่านั้นนะ


อันนี้แหละ เราไม่เข้าใจเรื่องพุทธศาสนา


**‘พุทธ’ แปลว่าผู้รู้-ผู้ตื่น-ผู้เบิกบาน**… ท่านว่าอย่างนั้น


‘ศาสนา’ แปลว่าคำสอนของบุคคลที่รู้อย่างนั้น


อันคำสอนของบุคคลที่รู้นี่ ไม่ใช่พุทธศาสนานะ


ฟังให้เป็นตรงนี้ ฟังให้เป็นเพื่อความเข้าใจ


คนที่รู้เรื่องไหว้ผี (ก็สอนว่า)


‘เอ้า ไปไหว้ผีที่นั้น-ไปไหว้ผีที่นี้’ แน่ะ!


คนรู้เรื่องไหว้ผี เขาเรียก‘ศาสนาผี’


ศาสนาพราหมณ์ (สอนเรื่อง)ฤกษ์งาม-ยามดี


‘เสียเคราะห์นะ-บูชารับโชคนะ ฤกษ์งามยามดีนะ’


อันนั้นเขาว่า‘ศาสนาพราหมณ์’


คนผู้ใดรู้เรื่องอันใด เขา(ก็)นำเรื่องนั้นมาสอน


เรียกว่า‘ศาสนา’ แปลว่าคำสั่งสอนของท่านผู้รู้


เขารู้เรื่องไหว้เทวดา เขาก็สอนเรื่องเทวดา


ไม่ใช่ศาสนาพุทธ ให้เข้าใจอย่างนั้น


จะเข้าใจ-ไม่เข้าใจ ก็ตามใจแล้ว…พูดให้ฟังเฉย ๆ


อันนี้ ถ้าไม่เข้าใจแล้วจะผิดกฎหมายไหม ?


ไม่-ไม่ผิดกฎหมาย เรื่องแบบนี้ไม่ผิดกฎหมาย


‘ศาสนา’ แปลว่าคำสอนของท่านผู้รู้


สอนเข้าหูคนนั้น ตัวคนนั้นเป็นตัวศาสนา


ศาสนา จึงว่าคือคนทุกคน-ไม่ยกเว้น


**‘พุทธศาสนา’ คือตัวสติ-ตัวปัญญา


(ที่)เข้ามารู้ตัวชีวิต-จิตใจนี้


‘พุทธะ’ จึงแปลว่าผู้รู้-ผู้ตื่น-ผู้เบิกบานด้วยธรรม**


‘ศาสนา’กับ‘พุทธศาสนา’ จึงว่าแยกกันที่ตรงนี้-ให้เข้าใจ


เรื่องการทำบุญ-ให้ทาน-รักษาศีลนั้น


มันมีมาก่อนพุทธศาสนา อันนั้นเขาเรียกว่า‘ศาสนาพราหมณ์’


เราเคยได้ยินเรื่องเจ้าชายสิทธัตถะกุมารเกิดขึ้นมา


แล้วก็ไปเชิญเอาพราหมณ์มา ๑๐๘ คน มาทำนาย-ทายทัก


ดูฤกษ์-ดูยาม อันนี้ศาสนาพราหมณ์มีแล้ว


เรื่องการให้ทาน มีแล้วตลอดมา


เจ้าชายสิทธัตถะกุมาร หรือเป็นพระมหากษัตริย์-ว่าอย่างนั้นก็ได้


จนได้เป็นผู้ครองราชสมบัติ


พานางสนม-บริวารออกไปชมสวนดอกไม้


ไปเห็นรูปเด็กน้อย-คนเกิด-คนแก่-คนเจ็บ-คนตาย


เห็นไปอย่างนั้น


แล้วก็เห็นรูปสมณเพศ แน่ะ!-การบวชก็มีมาก่อนแล้ว


ไม่ใช่พุทธศาสนา-อันนั้น


ใครจะว่าอย่างไรก็ตามใจ อย่าไปยึด-ไปถือ


**เรารู้จักดีแล้ว เราไม่ต้องไปยึด-ไปถือ


อย่าไปแบก เขาว่า‘ยิ่งแบก-ก็ยิ่งหนัก’


อย่าไปทึกทักเอาว่าเรารู้ ครั้นเราไม่รู้จริง**


อันนั้นมันมีมาก่อนแล้ว ไม่ใช่พุทธศาสนา


เป็นเพียงศาสนาเฉย ๆ อันนั้น


‘เรื่องสวรรค์-นิพพาน มันมีมาก่อนแล้ว


แต่ไม่มีผู้ใดค้นพบ’ ท่านว่าอย่างนั้น


ตลอด(การ)ทำกรรมฐานได้สมาบัติ ๘ นี่นะ


อันนี้ก็มีมาก่อนแล้ว อันนั้นก็ไม่ใช่พุทธศาสนา


เป็นศาสนาพราหมณ์ ตามความเข้าใจของผม


ผู้อื่นจะเข้าใจอย่างใด ก็ตามใจผู้ใดแล้ว


ผม-ทีแรกผมก็เข้าใจว่า


‘โอ! ศาสนาต้องมีวัด-มีโบสถ์ มีพระ-มีเณร


แล้วก็มีพระพุทธรูป มีหมู่นี้’ ผมเข้าใจอย่างนั้น ๑๐๐%


เพราะพ่อผมก็เป็นชาวพุทธ แม่ก็เป็นชาวพุทธ


ตัวผมเองเกิดมาเป็นชาวพุทธแต่กำเนิด


อันนั้นชาวพุทธแบบสำมะโนครัว ชาวพุทธแบบไม่รู้


เมื่อผมไปปฏิบัติธรรมะ ผมรู้เรื่องนี้ขึ้นมา


ตลอดมาอดข้าว-อดน้ำน่ะ ผมรู้จักแบบนี้


ผมปฏิบัติอดข้าว-อดน้ำนี่นะ ไม่กินข้าว-ไม่กินน้ำ


ไม่พูด-ไม่คุยกับใคร จนคิดไม่หายใจ-ว่าปานนั้นแหละ


กลั้นกระทั่งลมหายใจ


กลัวดวงจิต-วิญญาณอะไรมาเข้ารูจมูกนี่ มันจะเป็นบาป


นี่ผมจึงเข้าใจเรื่องนี้ ว่าไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องถือศีล-กินเจอะไร


ผมเข้าใจอย่างนี้


อ๋อ! **เรื่องการปฏิบัติธรรมะไม่ได้จำกัดเพศ-วัย


ไม่ใช่จำกัดว่าถือศีล-กินเจอะไรนะ


มาดูความคิดนี่นะ** เข้าใจอย่างนั้น…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive