DM-0032 | ธรรมะประจำวัน 2022-08-07

“…บัดนี้จะวกมาถึงเรื่อง‘สังฆคุณ’อีกครั้ง


พูดไปบ้างแล้ว เมื่อวานนี้


‘สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ’ เป็นภาษาบาลี


แปลว่า พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น


หมู่ใด-ปฏิบัติดีแล้ว


ที่ท่านว่าหมู่ใด-หมู่หนึ่ง หมายถึง หนึ่งคน-สองคน


หรือสาม-สี่คน ร้อยคน-พันคน หมื่นคนก็ได้


**คนปฏิบัติดีนั้นแหละเป็นพระสงฆ์**


‘อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ’


แปลว่า พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น


หมู่ใด-ปฏิบัติตรงแล้ว


ตรงต่ออะไร ?


ก็ตรงต่อการ-ต่องาน ตรงต่อหน้าที่


ตรงต่อตัวเอง (ตรง)ต่อพรรค-ต่อพวก


ไม่ใช่พูดไปอย่าง-ทำไปอีกอย่าง นั่นไม่ดี


‘ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ’


แปลว่า **สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น


หมู่ใด-ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว**


คนออกจากทุกข์ได้เพราะความเกียจคร้าน


หรือว่าออกจากทุกข์ได้เพราะความขยัน ?


คนออกจากทุกข์ได้เพราะความไม่รู้


หรือว่าออกจากทุกข์ได้เพราะความรู้ ?


พระพุทธเจ้าท่านสอนให้ทุกคนขยันหมั่นเพียร


รู้จักหน้าที่-การงาน นี่เป็น‘คนดี’


ดีกว่านั้นขึ้นไป เป็น‘มนุษย์’


หักห้ามจิตใจที่เลวทรามได้


มีหิริ-ความละอายต่อตนเอง


ทำผิด-พูดผิด-คิดผิด ก็มีความละอาย


นี่เรียกว่า‘เทวดา’


มีความเมตตา-สงสาร เอื้อเฟื้อ-เผื่อแผ่ต่อเพื่อนฝูงที่ไม่รู้


พยายามพูดให้ฟัง นี่เรียกว่า‘พรหม’


พระพรหมนั้นไม่ใช่มี ๔ หน้า


ถ้ามี ๔ หน้าแล้ว เวลานอน…จะหายใจออก-หายใจเข้าได้อย่างไร ?


เราอย่าเข้าใจผิด


ท่านสอนความจริง


แต่เรามาตีความหมาย อาจจะถูกก็ได้-อาจจะผิดก็ได้


เพราะการฟังภาษาบาลี


แปลภาษาบาลีมาสู่ภาษาบ้านเรานี้ ไม่ค่อยตรง


มันอาจจะตรงอยู่ แต่ว่าไม่รู้ความหมาย


อย่างหลวงพ่อพูดอยู่เดี๋ยวนี้


ถ้าเป็นคนภาคกลาง เขาฟังไม่รู้เรื่อง


ถามดูได้


คนมาจากภาคเหนือก็เหมือนกัน มาจากเชียงใหม่


(หลวงพ่อ)ถาม(เขา)ดู บางคำ(เขา)อาจไม่รู้จัก


บางคำก็อาจจะรู้ ถ้าหลวงพ่อพูดช้า ๆ


คนมาจากภาคใต้ก็เหมือนกัน ต้องฟังหลาย ๆ ครั้ง


ไม่เข้าใจวันนี้ วันหน้าต้องเข้าใจ


ไม่เข้าใจวันหน้า วันต่อไปต้องเข้าใจ


ดังนั้นการฟังเทศน์-ฟังธรรม จึงต้องตั้งใจฟัง


ที่ว่า‘พระพุทธเจ้านิพพาน’นั้น


**ให้เราเข้าใจว่า นิพพานนั้นคืออะไรด้วย


เราต้องการนิพพาน แต่ถ้าเราไม่รู้จักนิพพาน


แม้เราจะเห็นนิพพานอยู่ เราก็จะเอานิพพานไม่เป็น**


คล้ายกับเราไปหาเพชร-หาแร่ใต้พื้นดิน


มีแร่เพชร-แร่อะไรต่าง ๆ


พวกนักวิทยาศาสตร์เขารู้จัก


แต่เราไม่เคยได้เรียน ไม่เคยศึกษา


พอขุดไปพบกองเพชร-กองทอง ก็ไม่รู้จัก


คิดว่าเป็นดิน-เป็นหินอย่างนั้นไป


ส่วนคนที่ฉลาด ที่เขารู้จัก


เขาไปเห็น เขาก็จะรู้ทันทีว่าอันนี้เป็นทองคำ


อันนี้เป็นเพชร-เป็นอะไร เขารู้จัก


เขาก็จับจองที่ดินตรงนั้นไว้เลย


คนฉลาดก็จะจ้างคนงานไปทำ


คนงานนั้นอยากได้เงิน ก็ต้องทำงานช่วยเขา


ดังนั้น คนจน-คนรวยจึงอาศัยซึ่งกันและกัน


ถ้าเราอยากมีเงิน ก็ไปเป็นลูกจ้างเขา


แล้วเราต้องเก็บหอบรอมริบไว้ใช้ต่อไปข้างหน้า


เราต้องศึกษาว่าอันนี้เป็นแร่ทองคำ หรือเป็นแร่อันนั้น-อันนี้


อย่างนี้*เรียกว่า‘เรียนด้วยมือ-เรียนด้วยการกระทำ’


ไม่ใช่เรียนจากตำราเฉย ๆ**


ถ้าเรียนจากตำราเฉย ๆ


แม้เขาไปพบกองเงิน-กองทอง เขาอาจไม่รู้จักก็ได้


ธรรมะก็เหมือนกัน…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive