DM-0030 | ธรรมะประจำวัน 2022-08-05

“…**อันพระพุทธเจ้านั้น ‘ถึงที่สุดแล้ว-ญาณย่อมมี’-ว่าซั่น


ถึงบ่อนเฮาฮู้จัก-ก็บ่ถึงตัวความคิดเฮานี่แล้ว มันขาดช่วงออกจากกันแท้ ๆ นี่นะ


บ่เฉพาะแต่ความคิดเด๊ ทุกประเภท-มันขาดออกจากกันแท้ ๆ


พระพุทธเจ้าท่านสอนจังซั่น ‘เมื่อถึงที่สุดแล้ว-ญาณย่อมมี’**


เพิ่นว่าจังซั่นเด๊ พระพุทธเจ้าว่า


**ญาพ่อยังว่าอุปมาให้ฟัง เอาเชือกไนล่อนผูกใส่ต้นนี้ส้นหนึ่ง


ผูกใส่ต้น(นั้น)เสาหนึ่ง ตัดตรงกลางแล้ว-มันดึงบ่ถึงกัน


ความขาดออกจากกันนี่แหละ เพิ่นว่า‘เห็นแจ้ง-รู้จริง’


‘มันบ่แม่นถูกปรุงแต่ง’** เพิ่นว่าจังซั่น


แม่นสามี-ภรรยาก็เช่นเดียวกัน ลูก-หลานบ้าน


ให้ว่าทุกคนแหละ-ให้ว่าเถอะไป๊ มันสิเป็นจังซั่น


**ถ้าหากเราบ่เป็นในขณะนี้นี่แหละ จวนจะตายนี่แหละ-ต้องแน่นอนที่สุด**


เพิ่นว่าแล้ว-พระพุทธเจ้าว่าแล้ว


หรือว่าพ่อ-แม่ ปู่-ย่า ตา-ยายว่า ก็บ่ฮู้จักล่ะ


เพิ่นว่า**‘คนใดมีกิเลส-ตายแล้วต้องเกิด’ ว่าซั่น


เพิ่นว่า‘คนบ่มีกิเลส-ตายแล้วบ่เกิด’


‘เพราะมันถึงกันนั่นแหละ…มันจะโกรธ มันจะฮัก-จะชัง’ เพิ่นว่าจังซั่น


‘ถ้าตัดให้ขาดลงไปแล้ว-เห็นไปแล้ว มันก็แล้ว-มันเท่านั้นล่ะ’ เพิ่นว่าจังซั่น


จึงว่า‘มันกว้าง-มันลึกเด๊’ เพราะว่าทุกคนมันจะประสบเอา(อัน)นี่นะ


จวนจะหมดลมหายใจนี่นะ-บ่ยกเว้นแท้ ๆ** ญาพ่อเข้าใจจังซั่น


ดังนั้น **ธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าสอนคนเป็น ๆ นี่แหละ


บ่แม่นสอนคนตายแล้วดอก** อย่างที่เอาไปสวดคนตาย


เอาพระไปสวดอภิธรรม ๗ นั่นก็ได้ เฮาไปสวดคนเป็นนี่เด๊


บ่ได้ไปสวดคนตายพู้นเด๊ คนตายแล้ว-ฟังไม่เป็นแล้ว


เพิ่นว่า‘กุปปะธัมโม อะกุปปะธัมโม, ปะริหานะธัมโม อะปะริหานะธัมโม,


เจตะนาภัพโพ อนุรักขะนาภัพโพ, ปุถุชชะโน โคตระภู ภะยูปะระโต’


เพิ่นว่าเป็นจังซั่นเด๊-อภิธรรม ๗ ‘เหตุปัจจะโย อารัมมะณะปัจจะโย’ไปพู้นเด๊


แล้วเฮาบ่เข้าใจคำเว้าจังซั่น ญาพ่อบ่เข้าใจแล้วแต่ก่อน


**ฟังว่า‘ไปสวดให้คนตาย’ ความจริงเพิ่นบอกเฮานี่นะ**


เฮ็ดวิปัสสนานี่นะ เพิ่นบอก‘กุปปะธัมโม’-ว่าซั่น


กุปปะธัมโม-มันจะเซื่องซึม เฮ็ดแล้วมันจะไปต่ออันนั้น-มันจะไปต่อให้ถึงกันอีก


เพิ่นว่า‘ฌานเสื่อม’ เพิ่นเอิ้นว่า‘กุปปะธัมโม’-ว่าซั่น


‘อะกุปปะธัมโม’ว่าซั่น-บ่เสื่อมเลย เพิ่นว่านิ-เพิ่นว่าซื่อ ๆ นี่นะ


ไปเบิ่งตัวหนังสือ-เพิ่นแปลไว้จังซั่นนะ แต่เราไม่เข้าใจเด๊


ว่าไปสวดคนตาย-ให้บุญคนตาย บ่แม่นเด๊-เพิ่นมาว่าให้คนเป็น ๆ นี่ฟังเด๊


**จึงให้พวกเฮาเจริญวิปัสสนา**


ญาพ่อนำเรื่องมาว่าให้ฟัง-‘กุปปะธัมโม’นั้น เพิ่นว่าฌานเสื่อม


‘อะกุปปะธัมโม’นั้น เพิ่นว่า‘บ่เสื่อม’


‘ปะริหานะธัมโม อะปาริหานะธัมโม เจตะนาภัพโพ อะนุรักขะนาภัพโภ’


เพิ่นว่า‘น้อยอยู่-มันยังอยู่’ เฮาเฮ็ดวิปัสสนานี้ เพิ่นว่า‘ปุถุชชะโน’-มันเป็นปุถุชนโคตรภูไป


**ไปให้มันห่างซะ-ให้มันหวิด(พ้น)ซะในวัฏฏะทุกข์อันนี้


‘ถ้าผู้ใดไปหวิดวัฏฏะทุกข์อันนี้แล้ว-อยู่เหนือทุกข์’ เพิ่นว่าจังซั่น


เป็นคน-หากอยู่เหนือคน อยู่กับโลก-แต่หากอยู่เหนือโลก**


‘กินก้าง-กินดูก บ่คาคอ’เพิ่นว่าจังซั่น จึงเลยบ่ย่าน


บ่ย่านกระดูกคน-บ่ย่านกระดูกผี ให้ว่าบ่ย่านกระดูกวัว-กระดูกควายทั้งหมด


ญาพ่อว่า ‘มันคือกัน-มันเป็นคือกัน’


จึงว่า ‘เฮาบ่ฮู้จักซื่อ ๆ นี้เด๊’


กระตุดมนต์ เครื่องราง-ของขลังปลุกเสก…โอ๊ย-ฮูู้ไปจังซั่น


ยังว่า‘เห็นแจ้ง-รู้จริงตามความเป็นจริงที่พระพุทธเจ้าสอนเอาไว้’


ว่าซั่น!!…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive