DM-0029 | ธรรมะประจำวัน 2022-08-04

“…ได้พูดธรรมให้ฟังมา ๒ วันแล้ว


วันแรกพูดถึง‘ศรัทธา’


เมื่อวานพูดถึง‘ทานธรรม’


สรุปได้ดังนี้ว่า


**‘ศรัทธา’ นั้นก็คือเชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ


เชื่อด้วยสติ เชื่อด้วยสมาธิ


ด้วยญาณของวิปัสสนาจริง ๆ จึงควรเชื่อ


‘ศรัทธา’ แปลว่าที่พึงพึ่งได้-ไม่กลัวอะไรทั้งหมด**


เชื่อตัวเอง เพราะดี-ชั่ว…ตัวทำเอง


นี้เป็นเรื่องศรัทธา


ส่วนเรื่อง‘การทานธรรม’


ไม่ใช่ทานเงิน-ทานทอง ไม่ใช่ทานเสื้อผ้า


ทานธรรมนั้น พูดไม่หมด-มันหมดไม่เป็น


คำพูดที่เราแนะนำ-สั่งสอนนี่ หมดไม่เป็น


สอนเขาไป เราก็ไม่หมดด้วย


เพราะเขาไม่ได้เอาอะไรไป


เขาได้แต่จำไปเฉย ๆ


การให้ทานธรรม จึงชนะทานทั้งปวง


อย่างที่หลวงพ่อพูดให้พ่อออก-แม่ออก พระ-เณรที่นี่ฟัง


มันไม่หมด-ไม่สิ้นเปลืองอะไร


มีแต่เหนื่อยบ้าง เป็นธรรมดา


คนทำงาน-ทำการ มันก็ต้องเหนื่อย-หรือเมื่อยบ้าง


ไม่เหนื่อย-ไม่เมื่อยนั้น ไม่มี


ทนทำ เพราะเป็นธุระ-หน้าที่


เกิดมาเป็นคน ต้องรู้จักว่าความเป็นคนนั้นคืออะไร ?


(เมื่อ)รู้จักความเป็นคนแล้ว ท่านถือว่าคนที่รู้นั้นเป็นมนุษย์


เมื่อเป็นมนุษย์แล้ว ต้องศึกษาให้รู้จักหน้าที่ของมนุษย์


มนุษย์ควรทำอย่างไร ให้รู้


เมื่อรู้แล้ว ต้องศึกษาว่าหน้าที่ของเทวดาคืออะไร ?


ต้องศึกษาให้รู้จักหน้าที่ของเทวดา


เมื่อรู้จักแล้ว ต่อมาให้ศึกษาถึงหน้าที่ของพรหม


ต้องศึกษา-ต้องปฏิบัติ ให้รู้-ให้เห็น-ให้เข้าใจ


เมื่อรู้ดีแล้ว ต้องศึกษาให้รู้หน้าที่ของพระ


หน้าที่ของพระคืออะไร ?


**‘พระ’ แปลว่าผู้ประเสริฐ-ผู้สอนคน


ชีวิตของพระจึงราบรื่น ดีกว่าทุกสิ่ง-ทุกอย่าง


ทุกท่านที่อยู่ที่นี่ เป็นพระได้ทั้งหมด**


ทำไมจึงว่าเป็นได้ ?


เราสวดสังฆะคุณกันว่า


‘สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ


อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ’


สวดเป็น-พูดเป็น


แต่ไม่รู้จักความหมายของคำที่สวด


‘พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ


ข้าพเจ้าถือเอาพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง กำจัดทุกข์-กำจัดภัยได้จริง’


**ตัวกำจัดทุกข์-กำจัดภัยได้จริงนี่แหละสำคัญ**


จึงย้ำว่า‘ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ


ข้าพเจ้าถือเอาพระธรรมเป็นที่พึ่ง กำจัดทุกข์-กำจัดภัยได้จริง’


‘สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ


ข้าพเจ้าถือเอาพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง กำจัดทุกข์-กำจัดภัยได้จริง’


**ไม่ทุกข์ ใครปฏิบัติแบบพระพุทธเจ้าก็ไม่เป็นทุกข์


แต่ถ้าเราทำเพียงว่าจะสวด-จะพูด


จนตาย-มันก็ยังทุกข์อยู่ เพราะพูดเฉย ๆ**


นี่เรียกว่า‘เราเลือกกินแต่กระดูก-แต่เอ็น-แต่ก้าง


เนื้อแท้ ๆ เราไม่ได้กิน’


*นับถือศาสนาพุทธ แต่ไม่รู้ความหมาย


เรียกว่าทำตาม ๆ กันมา พูดตาม ๆ กันมา


คนสอนก็ไม่รู้ คนที่ฟังก็ไม่รู้


เมื่อไม่รู้ ก็เลอะเลือนไป*


จึงมาพูดให้ฟัง ต้องตั้งใจฟัง


ที่สวด‘นโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ’


ว่ากัน ๓ จบ มีความหมายอย่างไร ? นี่ก็ไม่รู้จักกัน


**สวดกันพูดกันเฉย ๆ มันจะมีประโยชน์อะไร ?


เราไม่นำไปปฏิบัติ มันก็ไม่ได้ประโยชน์


มันต้องลงมือปฏิบัติ มันจึงจะได้**


‘นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต’ นั่นแปลว่าขอนบน้อม


นบทำอย่างไร- น้อมทำอย่างไร ?


นบใคร-น้อมใคร ?


เราต้องรู้


‘อะระหะโต’ แปลว่าผู้ไกลจากกิเลส


กิเลสคืออะไร ? *กิเลสคือข้าศึก*


ข้าศึกคืออะไร ? *ข้าศึกคือความทุกข์


ท่านสอนให้เรารู้จัก*


‘สัมมา สัมพุทธัสสะ’


คือ**พระพุทธเจ้า (ท่าน)รู้เอง-เห็นเอง


เพราะการเจริญสติ-เจริญสมาธิ-เจริญปัญญา


ท่านจึงตรัสรู้เองโดยชอบ ไม่มีครู-ไม่มีอาจารย์


แล้วนำมาสอนพวกเราให้ปฏิบัติอย่างนั้น**…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive