DM-0019 | ธรรมะประจำวัน 2022-07-25

“…เคยมีคนเยอรมันมาถามหลวงพ่อว่า


‘ชีวิตนักบวช กับชีวิตของพระ


อันไหนประเสริฐกว่ากัน ?’


หลวงพ่อเพิ่งได้ยินนี่แหละ


เขาว่า‘เขาเคยถามมาหลายอาจารย์แล้ว’


หลวงพ่อก็เลยตอบเขาว่า


‘ชีวิตนักบวชนั้น บวชแล้วก็สึก-สึกแล้วก็บวช


ผู้ร้ายฆ่าวัว-ฆ่าควาย ปล้น-จี้…มาบวช


เขาก็เรียกว่า‘พระ’


ฆ่าคนมาเมื่อวานนี้ มาบวช


มาหาอุปัชฌาย์-อาจารย์ รับรองให้บวช


เขาก็เรียกว่า‘พระ’


พระเช่นนั้น เป็นแต่รูปกายภายนอก


จิตใจนั้น อาจจะเป็น‘ผี’ก็ได้


ส่วนพระจริง ๆ ที่หลวงพ่อว่านี้


อยู่ในบทสวดสังฆคุณที่เราสวดกันทุกเช้า-เย็นนั่นแหละ


‘สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ’


อันนี้เป็นภาษาบาลี เราฟังเข้าใจหรือไม่ก็ไม่รู้


เพราะมันไม่ใช่ภาษาของเรา


แม้คนไทยแท้ ๆ พูดให้กันฟัง-บางทียังไม่เข้าใจ


หลวงพ่อเข้าไปกรุงเทพ ฯ ปีแรก ไปอยู่ที่วัดชลประทาน ฯ


พูดภาษาเมืองเลย(ตอน)อบรมเขา คนภาคกลางฟังไม่ออกเลย


เขาว่าทำไมพูดภาษาแบบนี้ พูดแบบอื่นไม่เป็นเลยหรือ


(ถ้า)ไม่จำเป็น หลวงพ่อไม่เคยพูด(ภาษา)ภาคกลาง


ที่ว่า‘สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ’นั้น


แปลว่า‘สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด ปฏิบัติดีแล้ว’


‘หมู่ใด’ที่ว่านี้ ไม่ได้หมายถึงโกนผม


แล้วเอาผ้าเหลืองมาห่มแล้วเป็นพระสงฆ์-ไม่ใช่


นั้นเป็นสงฆ์โดยสมมติ เป็นพระโดยสมมติ


*ขอให้เราเข้าใจสิ่งที่สมมติ และบัญญัติกันขึ้นมา


ซึ่งเรียกว่า‘สมมติบัญญัติ’ ขอให้รู้จักกันจริง ๆ*


แล้วยังมีปรมัตถบัญญัติ-มีอรรถบัญญัติ-มีอริยบัญญัติ


สิ่งเหล่านี้หลวงพ่อไม่เคยได้ยินใครสอน


อย่างที่หลวงพ่อเข้าใจได้


ที่เรียกว่า‘รู้เอง-เข้าใจเองตามแบบพระพุทธเจ้า’


พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า**‘ผู้ใดประพฤติตาม


ย่อมรู้ตาม-เห็นตาม-เข้าใจตามอย่างเราตถาคต


หากปฏิบัติผิดแล้ว ก็ไม่รู้-ไม่เห็นอย่างเรา’


เพราะหลงผิดในการกระทำของตัวเอง**


ส่วน‘อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ’


นั่นก็เป็นภาษาบาลี


การที่จะแปลภาษาบาลีให้เป็นภาษาไทยนั้น-ยาก


แล้วเราจะเข้าใจได้ง่าย ๆ อย่างไร ?


‘อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ’


แปลว่า‘สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นหมู่ใด


ปฏิบัติตรงแล้ว’


ที่ว่า‘ตรง’ คือ‘ตรงต่อตัวเอง ตรงต่อคำพูดของพระพุทธเจ้า’


เดี๋ยวนี้เราไม่ตรงต่อตัวเอง ไม่ตรงต่อคำพูดของพระพุทธเจ้า


เช่น เราว่าจะทำอย่างนั้น-จะทำอย่างนี้


สมมติเอาง่าย ๆ


*หลายคนว่าจะปฏิบัติวิปัสสนา จะให้เห็นแจ้ง-รู้จริง


ถ้าไม่เห็นแจ้ง-รู้จริงแล้ว จะไม่ท้อถอย-ไม่ย่อหย่อน


จะไม่เลิกราจากความเพียร


ทำไปทำมาไม่ถึงเดือน ๒ เดือนหรอก


ก็ย่อหย่อน-ท้อถอยไปแล้ว


นี่ชื่อว่า‘ไม่ตรงต่อตัวเอง


ไม่ตรงต่อคำพูดคำสอนของพระพุทธเจ้า’


คำพูดนั้นตรงอยู่ แต่จิตใจมันไม่ตรง*


‘ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ’


แปลว่า‘สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด


ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว’


**ที่ว่าปฏิบัติธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์นั้น


ออกจากอะไรก่อน ?


โดยวิธีใดจึงจะออกได้ จึงจะรู้จะเห็นได้ ?


การศึกษาอะไรก็ตาม ย่อมต้องมีวิธี**


เช่น เราจะหุงต้ม-ทำครัว


ให้เป็นอาหารเสร็จออกมากินได้ ไม่เป็นพิษเป็นภัย


ก่อนอื่นเราต้องรู้จักวิธีก่อไฟเสียก่อน


เมื่อรู้จักวิธีติดไฟแล้ว ก็จะไปหาก้อนหินมา


บ้านหลวงพ่อเรียก(ว่า)ก้อนเส้า มาตั้งไว้


แล้วก็เอาน้ำใส่หม้อมาตั้งไฟจนน้ำเดือด


แล้วเอาอาหารลงไปปรุง จะเป็นเนื้อหรือผักก็ตาม


เมื่อต้มไปแล้วพิษร้ายมันจะตาย เชื้อโรคมันตาย


เพราะน้ำมันร้อน ไฟมันเผา


เรื่องนี้ก็เหมือนกัน **ต้องรู้จักวิธีเสียก่อน!**


ไม่ใช่เที่ยวพูดเอาว่า


‘เจริญสติปัฏฐาน ๔ ต้องเป็นอย่างนั้น-อย่างนั้น’


นั่นมันตำราพูด


**ต้องมีวิธีทำ!**…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive