DM-0014 | ธรรมะประจำวัน 2022-07-20

“…หลวงพ่อชอบพูดเรื่องของตัวเอง ไม่ชอบพูดเรื่องของผู้อื่น


เพราะเรื่องของคนอื่นนั้น หลวงพ่อไม่รู้


รู้เฉพาะเรื่องของตัวเอง


ท่านจึงว่า**‘สันทิฏฐิโก-อันผู้รู้จะพึงเห็นเอง


อะกาลิโก-ไม่ประกอบด้วยกาลเวลา’


จะรู้เอง-เห็นเอง กล้าทำถูก-พูดถูก-คิดถูก


พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า


‘เมื่อก่อนพระองค์ยังไม่รู้ ไม่เข้าใจที่สุดแห่งทุกข์


แต่เมื่อท่านรู้วิธีบำบัดทุกข์ได้แล้ว ท่านก็นำมาสอนพวกเรา’


ถ้าเราปฏิบัติอย่างท่าน-เห็นอย่างท่าน-เข้าใจอย่างท่าน


จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้


ขณะนี้เราปฏิบัติเหมือนอย่างพระพุทธเจ้าแล้วหรือยัง ?!**


หลวงพ่อเข้าใจว่า


เราจะปฏิบัติคล้าย ๆ เท่านั้นเอง


แต่อาจจะไม่เหมือน หรือไม่ใกล้เคียงเลยก็ได้


พูดอย่างนี้ คนฟังไม่เป็น-จะตกใจมาก


หรืออาจจะกล่าวหาว่า‘หลวงพ่อเป็นมิจฉาทิฏฐิ-ก็เป็นได้’


จะว่าหลวงพ่อเป็นอะไร-ได้หมด


เพราะหลวงพ่อเชื่อพระพุทธเจ้าอย่างนี้


แม้การให้ทาน-รักษาศีล


ทำกรรมฐาน-เจริญวิปัสสนาอะไรก็ตาม


จุดหมายปลายทางที่สำคัญนั้น


**พระพุทธเจ้าสอนให้ดับทุกข์ของเรา**


ครั้งหนึ่งหลวงพ่อเคยไปเทศน์ที่จังหวัดบุรีรัมย์


คนไปทอดกฐินอย่างน้อยที่สุด สี่-ห้าร้อยคน


(หลวงพ่อ)ถามเขาว่า‘เขามาที่นี่-ต้องการอะไร ?


(ต้องการ)บุญใช่ไหม?’


ก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า‘ต้องการบุญ’


(ถามเขาว่า)‘ต้องการสวรรค์ใช่ไหม ?’


ก็ตอบเหมือนกันว่า‘ต้องการสวรรค์’


(ถามเขาว่า)‘ต้องการนิพพานใช่ไหม ?’


ก็ตอบเหมือนกันว่า‘ต้องการนิพพาน’


หลวงพ่อจึงถามต่อไปว่า‘มีใครต้องการตายเดี๋ยวนี้บ้าง ?’


คำตอบก็คือ‘ไม่มีใครต้องการตายสักคน’


นี่แสดงว่าเราไม่ได้ใช้สติปัญญาพิจารณาให้เห็นจริง


**คนเกิดมาแล้วไม่ตายมีกี่คน กี่ชาติ-กี่ภาษา ?


แม้พระพุทธเจ้าเอง-พระอรหันต์เอง ก็ต้องตายเช่นเดียวกัน


ดังนั้นการที่เราเข้าใจผิด จึงเป็นการกินกระดูก-ไม่ได้กินเนื้อ


สิ่งที่เราแอบ ๆ แฝง ๆ ไป ได้ความสงบเล็กน้อยนั้น


มันเป็นแค่ไปกินเอ็น มันไม่มีรส


ดังนั้น ตัวเรามาปฏิบัติธรรม-เพื่อมากินอาหารที่เป็นเนื้อ**


หลวงพ่อไปผ่าตัดมา


คุณชาร์ลส์มาเล่าให้ฟังอยู่ทุกวันว่า


‘ถ้าจะกินแต่อาหารไม่มีโปรตีน หลวงพ่อก็จะซูบผอมไป’


(หลวงพ่อ)ก็เลยได้รู้จัก แล้วเอามาเปรียบเทียบให้ฟังอย่างนี้


ความเกลียด-ความชังกัน


(คนเรา)ยังมีเป็นบางครั้ง-บางคราว


คนจะรักกันขนาดใดก็ตาม


จะมีเงินมีทอง เป็นเพื่อนเป็นฝูงกัน


จะเกิดพร้อมกันก็ตาม


ไปไหน-มาไหน คิดถึงกันที่สุดก็ตาม


ถ้าขาดจากคุณธรรมแล้ว


ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ต้องอิจฉาริษยากัน


เบียดเบียนกันขึ้นมา แน่นอนที่สุด


ด้วยเหตุนี้จึงว่า‘ความรักกัน-อาลัยอาวรณ์กัน


แต่ไม่มีคุณธรรม จะไม่มีความมั่นคงถาวร’


หลวงพ่อมาเข้าใจเรื่องนี้เมื่ออายุ ๔๖ ปี


และซาบซึ้งตรึงใจมาจนถึงบัดนี้


ได้พูดที่ไหน หลวงพ่อก็พูดแต่เรื่องนี้


เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด


**พระพุทธเจ้าท่านกลัวเกิด


ท่านไม่อยากมาเกิด เพราะท่านกลัวตาย


คนเราเมื่อไม่ต้องเกิด ก็ไม่ต้องตาย


แต่คนเราทุกวันนี้มีแต่อยากมาเกิด แต่ไม่อยากมาตาย


อย่างนี้จะถือว่าเราเป็นชาวพุทธได้อย่างไร ?


เราเป็นญาติพระพุทธเจ้าแล้วหรือ ?


เราเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าแล้วหรือ ?


อันนี้เราน่าเอาไปพิจารณาดู


การที่พวกเรามาเจริญสติ-เจริญสมาธิ-เจริญปัญญา


หรือเจริญวิปัสสนา ก็เพื่อให้รู้แจ้ง-รู้จริง


รู้แล้วต่างเก่า-ล่วงภาวะเดิม


ต่างอย่างไร ?


ทุกวันนี้เราล่วงจากภาวะอะไรแล้ว เรารู้จักไหม ?


ถ้าเรายังไม่รู้


นั่นชื่อว่าเรายังไม่ได้บูชาพระพุทธเจ้า


ชื่อว่าเรายังไม่ได้ทานธรรม


ถ้าหากเรารู้จริงแล้ว ต้องรับรองคำพูดของเราได้**


หากหลวงพ่อพูดผิดไปจากคนอื่น


เราก็ต้องยอมรับว่าพูดผิด(จากคนอื่น)จริง ๆ


**พระพุทธเจ้านั้นไม่ได้สอนให้คนเกิด


สอนให้คนไม่มาเกิด


ถ้าพูดง่าย ๆ อย่างที่หลวงพ่อเคยพูด(ก็ว่า)


‘พระพุทธเจ้าฆ่าคนให้ตายทั้งโลก’


(พูดอย่างนี้)เขาหาว่า‘พูดผิดแล้ว


พระพุทธเจ้าเป็นผู้มีเมตตาสูงสุด’


ก็ถูกเฉพาะผู้นั้น


แต่หลวงพ่ออายุได้ ๔๖ ปี หลวงพ่อรู้จักเรื่องนี้-รู้จักจริง ๆ


พระพุทธเจ้าสอนวิธีฆ่าคนโดยปัญญา


จะว่า‘ฆ่าคนก็ได้’ จะว่า‘ฆ่ากิเลสก็ได้’


หรือจะว่าฆ่าอะไรก็ได้ที่ไม่มีตัวตน


ถ้ามีตัวตนแล้ว มันสับสนวุ่นวาย


จึงให้มีแต่พระล้วน ๆ**…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive