DM-0011 | ธรรมะประจำวัน 2022-07-17

“…วันนั้นหลวงพ่อเดินไป-เดินมา


จุดเทียนไขไว้ตรงนั้น-ตรงนี้


หลวงพ่อเห็นตัวตะขาบมันแล่นผ่านหน้าไป


หลวงพ่อก็เอาเทียนไขมาส่องดู


เมื่อไม่เห็น หลวงพ่อก็เอาเทียนไขมาตั้งไว้ที่เดิม


เดินกลับไป-กลับมาอีก


พอระยะตี ๕ นี่แหละ เกิดรู้จักศีลขึ้นมา


**ศีล ๕-ศีล ๘-ศีล ๒๒๗ ที่เราถือกันมานั้น


เป็นศีลสมมติ เป็นศีลสังคม


มันมีมาแล้ว เรื่องเหล่านี้มีมาก่อน


ศีลที่พระพุทธเจ้าสอนจริง ๆ นั้น


ก็คือตัวปกติ ปกติกาย-ปกติวาจา-ปกติใจ


เมื่อกายเป็นปกติ-วาจาเป็นปกติ-ใจเป็นปกติ


อะไรปรากฏขึ้นมา ต้องรู้-ต้องเห็น-ต้องเข้าใจ


‘ศีล’ จึงเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบ


‘สมาธิ’ เป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างกลาง


‘ปัญญา’ เป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างละเอียด**


หลวงพ่อก็เลยรู้อย่างนี้


โอ! **ศีลที่เป็นเรื่องของการปกติกาย-ปกติวาจา-ปกติใจนี้


เมื่อกายเป็นปกติแล้ว มันอยากทำอะไร-เรารู้


เมื่อวาจาปกติแล้ว มันอยากพูดอะไร-เรารู้


เมื่อใจปกติแล้ว มันอยากคิดอะไร-เรารู้


ความรู้-ความเห็น-ความเข้าใจนี่เอง


ท่านจึงว่า‘รู้แจ้ง-เห็นจริง’


รู้แล้วก็ต่างไปจากเก่า ล่วงจากภาวะเดิม


ไม่ทำเหมือนแต่ก่อน**


อดีตที่ผิดมาแล้ว แก้ไขไม่ได้


อนาคตที่ยังไม่มาถึง ก็ทำอะไรไม่ได้


**แก้ไขได้เฉพาะปัจจุบันเท่านั้น


คิดเดี๋ยวนี้-แก้เดี๋ยวนี้


มันอยากพูดเดี๋ยวนี้-มันอยากทำเดี๋ยวนี้ แก้เดี๋ยวนี้


เมื่อแก้ปัจจุบันได้แล้ว อดีต-อนาคตไม่สำคัญ**


มันสำคัญเหมือนกัน แต่ไม่สำคัญเท่าปัจจุบัน


หลวงพ่อเลยรู้ว่า


ศีลมันเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบ


คือ**ต้องกำจัดโทสะ-โมหะ-โลภะ


หรือกิเลส-ตัณหา-อุปาทาน


กำจัดสิ่งชั่ว ๆ นี้ออกไปได้แล้ว ศีลจึงปรากฏ**


อันนี้แหละกิเลสอย่างหยาบที่สุด


หลวงพ่อจึงว่า‘เรื่องโทสะ-โมหะ-โลภะ


เรื่องกิเลส-ตัณหา-อุปาทาน


มันเป็นหญ้าปากคอก’


ถ้าเรากำจัดหญ้าปากคอกนี้ไม่ได้


แม้มีเงินมาก ๆ ก็ตาม


ย่อมไม่มีโอกาส ไม่มีเวลาที่จะรู้ธรรมะ


คำสอนของพระพุทธเจ้าจริง ๆ


เมื่อรู้จักศีลว่าเป็นอย่างนั้น-อย่างนี้แล้ว


หลวงพ่อก็มารู้จัก‘ศีลขันธ์-สมาธิขันธ์-ปัญญาขันธ์’


‘ขันธ’ แปลว่ารองรับ


แปลว่าทำลายสิ่งที่ชั่วร้ายออกไปให้หมด


หลวงพ่อเข้าใจอย่างนี้


เมื่อเข้าใจอย่างนี้ดีแล้ว


ก็เลยมารู้จักอธิศีลสิกขา-อธิจิตสิกขา-อธิปัญญาสิกขา


นั่นเป็นคำพูดของคนอื่น ไม่ใช่คำพูดของตนเอง


เมื่อเข้าใจเรื่องนี้แล้ว ก็เลยเข้าใจว่า


สมถกรรมฐาน(กับ)วิปัสสนากรรมฐาน มันแยกกันที่ตรงนี้


เพราะแต่ก่อนก็เคยทำความสงบแบบนั้นมา


ต้องนั่งอยู่เฉย ๆ นั่นเป็นความสงบแบบไม่รู้


**ความสงบแบบหลวงพ่อพูดให้ฟังนี้ไม่ต้องนั่งสงบ


ทำไร่ก็ได้-ทำนาก็ได้ ซื้อ-ขายก็เป็น กินข้าวก็ได้


ทำอะไรก็เป็นหมด เป็นครู-เป็นนักเรียนก็ได้


เป็นทหาร-ตำรวจ เป็นรัฐมนตรีก็ได้


เพราะความสงบแบบนี้


ทำอะไรอยู่ มันก็ไม่เดือดร้อน**”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive