DM-0010 | ธรรมะประจำวัน 2022-07-16

“บัดนี้คนกลัวทุกข์


บัดนี้ก็ต้องไปเข้าโรงเรียน เรียนหนังสือมาก ๆ


สอบไล่ได้ปริญญาตรี-ปริญญาโท-ปริญญาเอก เพื่อกันทุกข์


กลัวทุกข์นั่นแหละ


แล้วบัดนี้**ทุกข์เกิดขึ้น เลยบ่รู้จัก-บ่รู้สึกตัวเลย**


บัดนี้คนหาเงินเดือนก็คือกัน เงินเดือนร้อย-พัน-หมื่นก็ตามช่าง


เพื่อกันทุกข์-กลัวทุกข์นั่นเอง จึงว่าเราบ่รู้จัก


ให้เข้าใจว่า เราเรียนหนังสือเรียน-เพื่อหน้าที่ของเราเรียน


เข้าใจจังซี่ บ่คิดว่าสิเฮ็ดหยัง-เรียนเพื่อว่าหน้าที่


เพราะทุกคนเกิดมาต้องเรียน


บัดนี้การหาเงิน-หาทองก็เช่นเดียวกัน หาเพื่อหน้าที่


เพราะคนมันต้องมีการหา การทำมาหากินเลี้ยงชีพ


เพิ่นว่า ทุกคนต้องรู้อย่างนี้


ดังนั้น **พระพุทธเจ้าจึงสอนให้คนกลัวสิ่งที่อยู่ในตัวเฮานี้


ครั้นถ้ากลัว-บ่ต้องกลัวข้างนอก กลัวความคิดนี่เอง**


ความคิดนี้ น้ำหนักยี่สิบ-สามสิบกิโล หรือห้าสิบ-หกสิบกิโลก็ตาม


น้ำหนักของคน-มันเอาไปได้ มันยกไปได้สบาย-ยกตัวเฮานี่ไปได้สบาย


**ผู้ใดหากบ่เห็นความคิดตัวเอง ความคิดตัวเองก็หลอก


หลอกเฮาให้กลัว หลอกเฮาให้ทำอย่างนั้น-หลอกเฮาให้ทำอย่างนี้


มันหลอกเฮา จึงว่าถ้ากลัว-ให้กลัวภายในเฮานี่โลด


เอาชนะภายในเฮานี้ เมื่อเฮาเอาชนะความคิดที่ปรุงแต่งภายในนี่แล้ว


ความกลัวก็หมด ความสงสัยลังเลใจ-กังวลก็หมด


และความเศร้าหมองซึมเซา-หดหู่ ก็หมดเหมือนกัน


ถ้าเราเห็นความคิดเราจริง ๆ แล้ว**


**ดังนั้นมาเจริญวิปัสสนา เจริญกรรมฐานก็ตาม


มาทำความเคลื่อนไหวนี่-เพื่อให้รู้สึกตัว รู้แจ้ง-รู้จริง


ฝึกหัดให้มีสติว่องไว ให้มีจิตผ่องใส


เพิ่นว่าจิตใจเฮานี่แหละผ่องใส นึกคิดอันใด…ก็เห็น-ก็รู้**


การทำการ-ทำงาน พูด-คิด


เมื่อตัดสินใจลงไปแล้ว การงานนั้นก็ไม่ค้างมือได้


ต้องลุล่วงไปได้ หรือแล้วไปได้


คนที่ทำการ-ทำงานค้างมือเอาไว้ งานบ่แล้ว-มันทุกข์


ก็เพราะบ่เห็นจิต-บ่เห็นใจนี่เอง


เมื่อจิตใจเศร้าหมอง-โงกง่วงหดฮู่ ว่าซั่น…บ้านหลวงพ่อว่าหดฮู่-ว่าซั่น


ทางนี้ขเจ้าสอนว่า-อย่าสู่ว่าหดฮู่เนาะหลวงพ่อ หดหู่ว่าซั่น-ขเจ้ามาบอกให้


ญาพ่อก็จำได้-อันนี้เป็นความจำซื่อ ๆ


ดังนั้น**คนเราต้องมีสัญญาเกิดมาจากธรรมชาติมันจริง ๆ


เมื่อเรามีสัญญาเกิดมาจากธรรมชาติจริง ๆ แล้ว


สิ่งนั้นแหละ เราจะรู้แจ้ง-เห็นจริงตามความเป็นจริง


ท่านว่าการพูดธรรมะมื้อนี้ คล้าย ๆ คือหงายของที่คว่ำหน้าอยู่นี้


ของที่บิดเกลียว-มันอัดแน่นอยู่ คล้าย ๆ คือเฮามายออกจังซี่ล่ะ**


บ้านหลวงพ่อเคยถือผี-ถือมเหศักดิ์หลักคุณ ว่าซั่น


ขเจ้าว่านั่นแหละผีบ้านผีเมือง-ผีปู่ ผีหลาย


บ้านหลวงพ่อ…ขเจ้าฆ่าควายให้กิน-ฆ่าเลี้ยงผี ฆ่าหมู-ฆ่าควายให้กิน


ครั้นถ้ามันเป็นโรคอหิวา-เพิ่นว่าเอิ้นผีห่า ไปล้อมรั้วแล้วผีไปกันให้-เป็นจังซั่น


ผีกัน-ผีห่า บ่ให้เข้ามา…ก็เฮ็ดนำเพิ่น-ญาพ่อ


เฮือนมนต์รักษากันผี ก็เฮ็ดนำเพิ่น-ก็ได้เรียนนำเพิ่น


อันนั้นแสดงว่าเจ้าของบ่ฮู้จัก เฮ้ดนำเพิ่นซื่อ ๆ


ผีมันดีจังใด๋-เฮาฮู้จักโลด ฟังหลวงพ่อว่านี้-พิจารณาให้เห็นแจ้งรู้จริง


ผีบ้านผีเมือง-ผีมเหศักดิ์หลักคุณ ผีหยังก็ช่างเถอะ


เฮาปลูกตูบ-ปลูกศาลพระภูมิให้อยู่ บ้านหลวงพ่อบ่ได้ใช้อิฐหินดินปูนจั่งซี


ใช้ไม้ฝังให้เป็นเสา ก็เอาหญ้ามามุงแล้วก็เอาไปแอ้ม


ปลวกขึ้นไปกัด-ไปกิน มันก็บ่ไล่ได้-ผี


หญ้าก็กัดหมด ฝนตกก็รั่ว-ก็บ่หยดบ่หยาอีหยัง


ในบริเวณบ้านก็รก หญ้าก็ป่งขึ้นมา


ใบไม้ขูลงฮั้น ก็บ่ปัด-บ่กวาด…เป็นหยัง ?


นี่แสดงว่าผีบ่มีประโยชน์หยังเท่าใด เฮาย่านเอาซื่อ ๆ นี่


ผีที่อยู่ภายในจิตใจเฮานั้นโลด บ่ฮู้จัก


ฉะนั้นคนจิตใจต่ำ ก็เอิ้นเรียกว่าผี-เพิ่นว่า


จิตใจสูง เพิ่นเอิ้นเรียกว่าเทวดา-เพิ่นว่า


ดังนั้นจิตใจต่ำ เป็นผี


ถ้าหากผู้ใดยังจิตใจต่ำอยู่-ก็แสดงว่าตัวเองยังเป็นผีอยู่ เพิ่นว่าจังซั่น


ถ้าหากจิตใจสูงเมื่อใดแล้ว ตัวเองก็เป็นเทวดา


แล้วละอายการเฮ็ด-การทำสิ่งนั้น เพิ่นว่าจังซั่น…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive