DM-0009 | ธรรมะประจำวัน 2022-07-15

“…**ฟังธรรมะ ต้องฟังเพื่อให้เกิดปัญญา


และพิจารณาให้รู้แจ้ง-เห็นจริงตามความเป็นจริง**


ที่เพิ่นว่า-เพิ่นสอนนั้น คนเรา


วันนี้ต้องพูดเรื่องความกลัว เพราะพวกเรามันเป็นคนมักกลัว


ไม่ว่าแต่คนนั้น-คนนี้ หลวงพ่อเองก็เป็นคนกลัว-แต่ก่อน


ต้องหาเรียนมนต์ เรียนคาถาขลัง ๆ ให้ศักดิ์สิทธิ์


เข้าใจอย่างนั้น แสดงว่าเราไม่รู้ของจริง


**ถ้าหากคนใดรู้ของจริงแล้ว จะไม่มีขลัง-ศักดิ์สิทธิ์อะไรทั้งหมดเลย


แต่คนใดแสดงว่ารู้จริงธรรมะ แต่ยังถือเครื่องรางของขลังอยู่นั้น-ยัง(รู้)ไม่จริง


รู้จำมา ยังไม่รู้แจ้ง-รู้จริง


ถ้ารู้แจ้ง-รู้จริงแล้ว บ่มีขลังศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดเลย


เพราะไม่กลัวหยังทั้งหมดแล้ว**


คำว่าไม่กลัวหยังนี่-ก็เข้าใจบ่ ? ไม่กลัวอะไรทั้งหมด-ว่าอย่างนี้


บอกให้หลวงพ่อรู้จัก


ถ้าหากว่าบ่เข้าใจ-ก็บอกว่าบ่เข้าใจ ถ้าเข้าใจ-ก็บอกว่าเข้าใจ


เพราะว่าหลวงพ่อเป็นคนเมืองเลย


ถ้าพูดธรรมะจริง ๆ แล้ว หลวงพ่อต้องพูดภาษาบ้านหลวงพ่อ


ถ้าพูดเป็นภาษากลาง ดัดเสียง-ดัดนิสัยนั้น


มันหลง หรือบางทีก็คิดบ่ออกที่จะเว้าเลย


ดังนั้นถ้ารู้จริงแล้ว ไม่ต้องกลัว


เกิดมาแล้ว-ต้องตายทุกคน ตาย-บ่มียกเว้น


ผู้หญิงเกิดมาผู้หนึ่ง-ก็ตายผู้หนึ่ง เกิดมา ๒-ก็ตาย ๒ คน


ไม่เฉพาะแต่คนไทยนะ-คนอินเดียก็ตาย เป็นที่พระพุทธเจ้าเกิด-ตรัสรู้


แม้ที่สุดพระพุทธเจ้านั้น-ก็ตายเป็นคือกัน จึงว่าบ่ต้องกลัวสิ่งเหล่านั้นแล้ว


ถ้าหากคนฟังแล้ว-ก็ต้องพิจารณา เอาไปใช้ตามที่เพิ่นว่านั้น


ไม่มีสิ่งใดที่จะศักดิ์สิทธิ์ขลังได้-บ่มี เพิ่นว่าจังซั่น-พระพุทธเจ้าว่า


ดังนั้นจึงว่า**พวกเรามาเจริญวิปัสสนา-ต้องเจริญให้เกิดปัญญา บ่ต้องกลัว**


คนนี้-ญาพ่อเคยเห็น กลัวตาย-แต่บ่กลัวเกิด


เห็นกระดูกคนตายก็กลัว กระดูกผี-ขเจ้าเรียกเอิ้นกระดูกผี


บัดดูกวัว-ดูกควาย-ดูปลา บ่กลัว-นี่เป็นจังซั่น


แล้วบัดนี้ครั้นถ้าตาย ก็อาลัยอาวรณ์-คิดถึง


ถ้าหากแม่นพ่อ-แม่นแม่ แม่นลูก-แม่นหลาน


หรือแม่นลูก-แม่นผัว แม่นสามี-ภรรยาก็ได้นะ…ว่าจังซี่ก็ได้แล้ว


ตายแล้ว-คิดถึงกัน มันเข้าใจผิด


มันเป็นธรรมดาแล้ว พ่อเขาก็ตายคือกัน-พ่อคนอื่นนั้นก็ตาย


แม่คนอื่นก็ตาย-ลูกคนอื่นก็ตาย แม้สามี-ภรรยาคนอื่นก็ตาย


แล้วก็คิดถึงเราบัดนี่ พ่อเราก็ตายเป็น-แม่เราก็ตายเป็น


ลูกเราก็ตายเป็น-ผัวเราก็ตายเป็น แม้ที่สุดตัวเองก็ตายเป็น


เมื่อคิดอย่างนี้แล้ว-ก็เลิกความก็โลด ญาพ่อเข้าใจจังซี่


ญาพ่อจึงบ่กลัวผี-บ่กลัวเทวดา บ่กลัวหยัง


แม้กระดูกคนตาย ญาพ่อก็บ่กลัว


บัดดูกวัว-ดูกควายบัดนี่ ดูกหมู-ดูกไก่…เรามาต้มแล้วกิน


บัดดูกคน-เห็นแล้วก็กลัวโลดบัดเดียว แน่ะ!


มันเข้าใจจังซั่น มันก็เป็นดูกคือกันทุกดูกทีเดียว


ดูกควาย-ดูกคน-ดูกปลา หยังก็เป็นดูกเหมิด-ให้ชื่อว่าของแข็ง


หรือมันดูกเฮานี้ ถ้าบ่มีดูก-ก็บ่มีส่วนแข็ง


สัตว์ทุกประเภทมีดูกทั้งนั้น จึงว่าบ่กลัว-ญาพ่อ


แล้วคนส่วนมากกลัว


อันนั้น-ถ้าหากความกลัวอยู่จังซั่น ก็ถือว่ายังบ่รู้ของจริง


เพราะรู้จำมาซื่อ ๆ อันรู้จำนั้น-ท่านว่ามันจำมาจากตำรับ-ตำรา


**‘อย่าเชื่อถือโดยเขาพูดตามกันมา อย่าเชื่อถือโดยเขาลือกันมา


อย่าเชื่อถือด้วยว่ามันมีอยู่ในตำรา อย่าเชื่อถือครูบาอาจารย์ว่า’


หลายข้อ ๑๐ ข้อกาลามสูตร-อย่าเชื่อ**


ครูบาอาจารย์ว่าหลายข้อนะ หนังสือกาลามสูตรเพิ่นบอกไว้


ดังนั้น**พวกเรามาเจริญวิปัสสนาก็ตาม มาเจริญสติก็ตาม


มาทำความรู้สึกตัวก็ตาม มันเป็นคำพูด


ฟังแล้วต้องใช้สติปัญญา พิจารณาให้เห็นแจ้ง-รู้จริงตามความเป็นจริงนั้น


เฮาก็เลิกละได้-สิ่งเหล่านั้น


เพราะว่าการกลัวนั้นน่ะ-มันทำให้เราทุกข์ ความทุกข์เกิดขึ้นเพราะเรากลัว**


กลัวหลายอย่างนะ กลัวความทุกข์-กลัวตกนรก…กลัวไปจังซั่นแล้ว


แล้วเราบ่เคยเห็นจักเทื่อ แล้วทุกคนเกิดมาต้องเป็นจังซั่น


ตัวหลวงพ่อเองอันนี้-ว่านี่ หลวงพ่อเคยกลัวจังซั่น


แต่คนอื่นนั้น คิดว่าคงจะคือกัน


จึงว่าธรรมะแท้คือสิ่งเดียวกัน-คือกันเหมิด เป็นจังซั่น


ทุกชาติ-ทุกภาษา ทุกเพศ-ทุกวัย…ญาพ่อเห็นมาแล้ว-เรื่องหมู่นี้


ดังนั้น**การศึกษาหลักพระพุทธศาสนานั้น สอนให้รู้จริง


ให้เห็นจริง-รู้จริงตามความเป็นจริง


มันเป็นจริงจังซั่น จึงบ่ควรกลัว**…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive