DM-0001 | ธรรมะประจำวัน 2022-04-26

“…เรื่องบุญ-บาป นรก-สวรรค์-นิพพานนี้ก็เหมือนกัน


เรามักเข้าใจผิดไปจากความจริง


เรามักไปเชื่อกันว่า


‘ทำบุญแล้วต้องไปเกิดเมืองสวรรค์ เป็นนั่น-เป็นนี่’


คนที่พูดว่า


สวรรค์มีเท่านั้นชั้น-เท่านี้ชั้น และเป็นอย่างนั้น-อย่างนี้


ก็สักแต่ว่าพูดไปอย่างนั้น แต่ตนเองก็หาได้รู้จักไม่


เพียงแต่เรียนมาอย่างนั้น รู้จำมาอย่างนั้น


แล้วก็สอนสืบ ๆ ต่อกันมาโดยไม่พิจารณา


หรือค้นหาความจริงให้รู้แจ้งจริงในเรื่องนั้น ๆ เสียก่อนแต่อย่างใด


อันนี้ ถ้าหากคนมีตาทิพย์-หูทิพย์


ได้มาพิจารณาถึงเนื้อแท้ของมัน ก็จะรู้จักได้ทันที


เหตุที่เชื่อกันผิด ๆ เช่นนี้


ก็เพราะพระพุทธเจ้าทรงปรินิพพานไปนานแล้ว


และในสมัยที่พระองค์ยังทรงพระชนม์ชีพอยู่


ก็ยังไม่มีการเขียนหนังสือกัน


แม้ในการจัดทำสังคายนาพระธรรมวินัยในครั้งต้น ๆ


หลังจากที่พระพุทธองค์ปรินิพพาน ก็ยังไม่มีการเขียน


และแต่ละยุคสมัย-แต่ละครั้ง ก็ห่างกันมาก


มาถึงสังคายนาครั้งที่ ๕ จึงได้จารเป็นลายลักษณ์อักษร


ซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์


เข้าสู่ปรินิพพานนานถึง ๔๕๐ ปี


ตามที่เคยได้ยินมา ซึ่งเป็นกาลเวลาที่นานมาก


และผู้ทำสังคายนาในยุคหลัง ๆ นี้


ก็อาจจะเป็นผู้รู้ธรรมวินัยจริงอยู่บ้าง หรือทั้งหมด


หรือไม่รู้จริง เพียงแต่รู้จำเอามา


ก็บันทึกไปอย่างที่ตนรู้จำมานั้นก็ได้


คนยุคหลังมาอีก มาฟัง-มาอ่าน


ก็เชื่อไปตามที่ได้ยิน หรือตามตัวหนังสือนั้น


พระไตรปิฎกที่ยึดถือกันเป็นคัมภีร์


เป็นตำรากันในสมัยนี้ก็เช่นกัน


เป็นของดี ไม่ใช่ว่าไม่ดี


แต่ก็ได้ตกหล่น-สูญหาย


ปรับปรุง-แก้ไข แต่งเติมกันต่อมาอีกเพียงใด-ก็ไม่อาจคะเนได้


ลองมาคิดดูถึงตัวเราเอง เติบใหญ่มาจนอายุเท่าที่เป็นอยู่นี้


ใครจำได้บ้างว่า


คำแรกที่สุดที่พ่อแม่พูดกับเรานั้น ท่านพูดว่าอย่างไร ?


เพียงเท่านี้ก็ยังจำไม่ได้แล้ว ทั้งที่ยังไม่ถึง ๑๐๐ ปีนะ


**หากคนมีหูทิพย์-ตาทิพย์แล้ว


เขาจะมองเห็นความจริงตามสภาพความเป็นจริง


และมองทะลุตัวหนังสือ หรือคำบอกเล่านั้น


ไปเห็นของจริงและของแท้ได้


และจะมีโอกาสรู้แจ้ง-รู้จริง


ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เราประพฤติ-ปฏิบัตินั้น


โดยไม่ต้องเชื่อใคร และตำราใดทั้งหมด


ผมเชื่อว่า


การเจริญสตินี่เอง


ที่จะทำให้คนมีปัญญา รู้แจ้ง-เห็นจริงตามนี้ได้**…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive