การรู้ที่แท้
ไม่ใช่การคิดเอา
แต่เป็นการรู้ตรง ๆ
รู้การเคลื่อนไหวของกาย
รู้เข้าออก
รู้ยกมือ
รู้วางมือ
รู้เดินหน้า
รู้ถอยหลัง
รู้กะพริบตา
รู้อ้าปาก
รู้กลืนน้ำลาย
รู้หายใจ
เมื่อรู้อย่างนี้
ใจก็ค่อยออกจากความคิด
ไม่ได้ไปเห็นความคิด
แต่รู้เฉย ๆ
พอรู้ถูกทาง
เรื่องสมมติทั้งหลายก็เบาลง
ความเชื่อที่เคยยึดถือ
ค่อยคลายไปเอง
เรื่องไหว้ผี
ไหว้เทวดา
ฤกษ์งามยามดี
ความสงสัยในสิ่งเหล่านี้
ก็ค่อยหมดไป
เพราะรู้แล้วว่า
รู้กับเห็นความคิด
ไม่ใช่อย่างเดียวกัน
รู้เฉย ๆ
นี่แหละเป็นปัญญาอย่างหนึ่ง
เมื่อรู้ตรงนี้ได้
เรื่องที่เคยติด
ก็คลายได้จริง
แม้สิ่งเสพติด
หรือความมึนเมา
ก็เลิกได้ทันที
ถ้าใจรู้ชัดพอ
เหมือนตอนติดบุหรี่หนัก
สูบจนมือแดง
คิดว่าจะขาดไม่ได้
แต่พอเอามาวางไว้ตรงหน้า
ลองดูให้หมดทุกอย่าง
จับดู
อ้าปากดู
เอาเข้าปากดู
จุดไฟดู
ก็เห็นชัดว่า
มันสูบไม่ได้ตามใจ
พอรู้จริง
ใจก็วางได้
ไม่ต้องฝืน
ไม่ต้องเถียงกับตัวเอง
อ้อ…
เรื่องมันเป็นอย่างนี้
แล้วบางวัน
ความคิดก็มาแตะใจ
เหมือนมีอะไรผลักข้าง
ครั้งแรกยังรีบหาเจ้าของ
ครั้งที่สองเริ่มรู้สึกตัว
ครั้งที่สามจึงเห็นชัดว่า
อ้อ…
นี่คือความคิด
ความคิดไม่ใช่ตัว
ไม่ใช่ตน
ไม่ใช่ของเรา
เมื่อรู้ชัดเช่นนี้
ก็รู้จักต้นเหตุของทุกข์
รู้สมุฏฐานของความคิด
และเห็นเลยว่า
ความโกรธ
ความโลภ
ความหลง
ล้วนเป็นทุกข์
ทุกข์ไม่ได้อยู่ไกล
มันเกิดจากความคิดนี้เอง
พอคิดปุ๊บ
รู้ปั๊บ
เห็นปั๊บ
ตรงนั้นแหละ
คือทางแก้
ไม่ใช่ไปแบกโลกเพิ่ม
ไม่ใช่ไปเอาตัวกู
ของกู
มาทับใจให้หนักขึ้น
ยิ่งแบก
ยิ่งหนัก
ยิ่งยึด
ยิ่งทุกข์
เพราะฉะนั้น
อย่าทึกทักว่ารู้ธรรมะแล้ว
เพียงแค่ได้ยิน
เพียงแค่เข้าใจด้วยถ้อยคำ
ยังไม่พอ
ต้องรู้ให้จริง
ต้องแก้ทุกข์ได้จริง
ต้องเห็นตัวคิด
เห็นตัวหลง
เห็นตัวแบก
แล้วค่อยวางได้
เมื่อรู้ตรงนี้
ใจจะไม่ถูกลากไปง่าย ๆ
และความทุกข์
ก็เริ่มคลายลงจากราก
#หลวงพ่อเทียน #ความรู้สึกตัว #DhammaMahasati
