เมื่อเห็นความคิด
ใจจะไม่เหมือนเดิม
หลวงพ่อเทียนชี้ให้ดูตรงนี้
ให้เอาสติมาดูความคิด
ไม่ใช่คิดตามมัน
แต่รู้ว่ามันคิด
พอมันคิด
ก็รู้ เห็น เข้าใจ สัมผัสได้
แล้วค่อยเห็นให้ชัด
เห็นวัตถุ
เห็นปรมัตถ์
เห็นอาการ
วัตถุ คือสิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ในโลก
ทั้งในตัวคน
ทั้งในใจคน
ทั้งในสัตว์
ปรมัตถ์ คือของที่มีอยู่จริง
ที่กำลังเห็นอยู่ เป็นอยู่ เฉพาะหน้า
สัมผัสได้ด้วยใจ
อาการ คือความเปลี่ยนแปลง
สิ่งที่ไม่หยุดนิ่ง
สิ่งที่เกิดแล้วดับ
แปรแล้วแปรอีก
เมื่อเห็นอย่างนี้
ใจจะเริ่มรู้จักความจริงของสิ่งทั้งหลาย
เหมือนน้ำสีเต็มกระป๋อง
ดูเหมือนเดิม
แต่คุณภาพไม่เหมือนเดิมแล้ว
เคยย้อมผ้าได้
ต่อมาก็ย้อมไม่ติด
อันนี้ต้องเห็นจริง
ต้องรู้จริง
ไม่ใช่แค่คิดเอา
เมื่อเอาสติมาดูความคิด
จะเห็นโทสะ
เห็นโมหะ
เห็นโลภะ
เห็นเวทนา
เห็นสัญญา
เห็นสังขาร
เห็นวิญญาณ
เห็นไปเรื่อย ๆ
รู้ไปเรื่อย ๆ
สัมผัสได้จริง ๆ
แล้วปีติอาจเกิดขึ้น
แต่หลวงพ่อเทียนเตือนว่า
ปีติยังเป็นอุปสรรคได้
อย่าไปข้องแวะกับมัน
ให้กลับมาดูความคิด
ดูจิตใจที่กำลังนึกคิดอยู่
ดูต่อไปอีก
แล้วความรู้
ญาณ
ปัญญาญาณ
จะค่อย ๆ ปรากฏ
จะเห็นกิเลส
ตัณหา
อุปาทาน
กรรม
ตามความเป็นจริง
ความยึดมั่นถือมั่น
จะจืดลง
คลายลง
จางลง
เหมือนน้ำสีที่เสื่อมคุณภาพ
ย้อมผ้าไม่ติดอีกแล้ว
แล้วปีติอาจขึ้นมาอีก
ก็ไม่ต้องเข้าไปจับ
ไม่ต้องเอาใจไปเกาะ
ให้ถอนความพอใจ
และความไม่พอใจออกเสีย
ดูต่อไปอีก
ดูจิตใจที่กำลังนึกคิดอยู่
แล้วญาณอีกอย่างหนึ่ง
จะค่อย ๆ ปรากฏ
เห็นศีล
เห็นสมาธิ
เห็นปัญญา
เห็นศีลขันธ์
สมาธิขันธ์
ปัญญาขันธ์
หรือเห็นอธิศีลสิกขา
อธิจิตตสิกขา
อธิปัญญาสิกขา
ศีลเป็นเครื่องกำจัดของหยาบ
คือโทสะ
โมหะ
โลภะ
รวมทั้งกิเลส
ตัณหา
อุปาทาน
กรรม
เมื่อสิ่งเหล่านี้จืดลง
คลายลง
ศีลก็ปรากฏ
สมาธิเป็นเครื่องกำจัดของกลาง
คือกิเลสที่ทำให้ใจสงบอยู่ในความสงบ
เห็นกามาสวะ
ภวาสวะ
อวิชชาสวะ
ตามความจริง
เมื่อรู้ตรงนี้
เห็นตรงนี้
การปฏิบัติก็จะลึกขึ้น
ใจจะไม่หลงอยู่เพียงอาการภายนอก
และเมื่อเห็นอย่างนี้
ก็จะรู้การให้ทาน
รักษาศีล
ทำกรรมฐาน
ในทุกแง่ทุกมุม
ทั้งหมดเริ่มจากตรงนี้
จากการรู้ความคิด
จากการไม่หนีความจริง
จากการมีสติอยู่กับสิ่งที่กำลังเป็น
ค่อย ๆ ดู
ค่อย ๆ รู้
ค่อย ๆ สัมผัส
จนใจเห็นเอง
และคลายเอง
#หลวงพ่อเทียน #ความรู้สึกตัว #DhammaMahasati
