อู้กับคนง่าว เหมือนผ่าไม้ต๋ำต๋า อู้คนมีผะหยา เหมือนผ่าไม้โล่งข้อ

 อู้กับคนง่าว เหมือนผ่าไม้ต๋ำต๋า อู้คนมีผะหยา เหมือนผ่าไม้โล่งข้อ


ผญาคำเมืองบทนี้ สอนเรื่อง “การพูด” ได้คมและตรงอย่างยิ่ง

> *อู้กับคนง่าว เหมือนผ่าไม้ต๋ำต๋า

> อู้คนมีผะหยา เหมือนผ่าไม้โล่งข้อ*

การพูดกับคนง่าว

เหมือนผ่าไม้ที่มีปุ่มปม มีตาไม้

ขวานลงแล้วสะดุด

ผ่าเท่าไรก็ไม่แยก

ยิ่งฝืน ยิ่งเหนื่อย

เสียแรงเปล่า

ไม่ใช่เพราะขวานไม่คม

แต่เพราะไม้ *ไม่ยอมเปิด*

ส่วนการพูดกับคนมีผญา

เหมือนผ่าไม้ตามแนวไม้ ไม่มีข้อ

ไม่มีปุ่ม ตาไม้ ให้สะดุด

ขวานลงครั้งเดียว

ไม้แยกเองอย่างเป็นธรรมชาติ

ไม่ต้องออกแรงมาก

ไม่ต้องอธิบายยืดยาว

ผญานี้

ไม่ได้สอนให้ดูถูกคนอื่น

แต่สอนให้ **เข้าใจธรรมชาติของใจ**

คนง่าวในที่นี้

ไม่จำเป็นต้องเป็นคนโง่ทางโลก

แต่อาจเป็นคนที่ใจเต็มไปด้วย

อัตตา ทิฐิ ความยึดมั่น

ฟังเพื่อโต้ ไม่ได้ฟังเพื่อเข้าใจ

คำพูดจึงติดปม ติดตาไม้

ไม่อาจซึมเข้าไปได้

คนมีผญา

ก็ไม่จำเป็นต้องเรียนสูง

แต่เป็นคนที่ใจโล่ง

ยอมวางความเห็นของตนชั่วคราว

เปิดพื้นที่ให้ความจริงได้ทำงาน

คำพูดเพียงนิดเดียว

ก็เข้าใจถึงแก่น

ผญานี้

จึงเตือนเราอย่างนุ่มลึกว่า

บางบทสนทนา

ไม่ควรใช้แรง

ไม่ควรฝืน

ไม่ควรเอาชนะ

เพราะการผ่าไม้ที่มีปม

ไม่ใช่เรื่องของความพยายาม

แต่เป็นเรื่องของ *จังหวะ* และ *ความพร้อม*

และที่สำคัญที่สุด

ผญานี้ไม่ได้ให้เราชี้นิ้วไปที่ใคร

แต่ชวนให้ย้อนมาถามใจตนเองว่า

วันนี้…

เราเป็นไม้แบบไหน

ไม้ที่เต็มไปด้วยปุ่มปม

หรือไม้ที่โล่ง พร้อมให้ปัญญาแยกตัวออกอย่างง่ายดาย

**ด้วยความรู้สึกตัว**

Archive