บูชาพระพุทธเจ้า คือประพฤติธรรม รู้ธรรม เห็นธรรม จิตตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรม คือจิตของพระพุทธเจ้า

 

สำเร็จ ไม่ใช่ของใหญ่


แต่คือความจบสิ้นของการดึงรั้ง


เหมือนหอยที่ต้มสุกแล้ว

จะเอาไม้มาจิ้มเท่าไรก็ไม่ยอมออก


บางอย่างก็ออกง่าย

บางอย่างก็ออกยาก


เพราะมันขาดอยู่ข้างใน

เหมือนเชือกไนล่อนที่ดึงเท่าไรก็ไม่ถึงกัน


เมื่อใจยังถูกดึงด้วยกิเลส

ด้วยตัณหา

ด้วยอุปาทาน


ชีวิตก็ยังพันกันอยู่ตรงนั้น


เรามักเผลอคิดว่า

พระธรรมอยู่ไกล

พระพุทธเจ้าอยู่สูง


แต่อันที่จริง

ถ้าไม่เห็นธรรม

ก็ยังไม่เห็นพระพุทธเจ้า


การบูชาที่แท้

ไม่ใช่เพียงดอกไม้

ธูปเทียน

หรือพิธีที่งดงาม


แต่คือการประพฤติธรรม

ปฏิบัติธรรม

รู้ธรรม

เห็นธรรม

ให้สมควรแก่ธรรม


นั่นแหละ

เป็นการบูชาพระพุทธเจ้าอย่างยิ่ง


เมื่อจิตตั้งมั่น

ไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรม


ถูกยกย่องก็ไม่ลอย

ถูกตำหนิก็ไม่ตก


จิตเช่นนั้น

เป็นจิตที่ไม่เศร้าโศก

ไม่ขุ่นมัว

ไม่เศร้าหมอง


เป็นจิตไร้ธุลี

เหมือนน้ำที่เดิมใสอยู่แล้ว

เพียงตมเลนมาทำให้ขุ่น


และเมื่อจิตเกษม

จิตพ้นทุกข์


นั่นคือร่องรอยของพระพุทธเจ้า

ที่มีอยู่ในคนทุกคน


เพียงแต่เรามักไปสนใจแต่เปลือก

สนใจพิธี

สนใจสิ่งที่จับต้องได้ภายนอก


จนลืมของจริงข้างใน


ของจริงนั้น

ต้องมาสนใจด้วยความรู้สึกตัว


รู้กาย

รู้ใจ

รู้ปัจจุบัน


ไม่ปล่อยให้กิเลส

ตัณหา

อุปาทาน

ลากใจออกไปเป็นอดีตและอนาคต


ถ้าเห็นของจริง

ก็จะเห็นการเกิดดับตรงนี้เอง


เห็นแล้ว

จึงค่อยรู้ว่าอะไรควรปล่อย

อะไรควรตัด


ธรรมะไม่ใช่เรื่องไกลตัว


ยืนอยู่ตรงไหน

ก็มีธรรมะตรงนั้น


ทำการอะไร

ก็เอาธรรมะไปทำด้วย


พูดอะไร

ก็ควรมีธรรมะนำอยู่


คิดอะไร

ก็ให้มีธรรมะรู้ร่วมไป


เมื่อรู้ตรงนี้

ชีวิตจะไม่กระจัดกระจาย


จะค่อย ๆ เข้าสู่ความสงบ

ความสว่าง

ความปกติ


และความปกตินั้นเอง

อาจเป็นทางของนิพพาน


เป็นการกลับเข้าสู่สภาพเดิม

อย่างเรียบง่าย


ขอให้เรากลับมารู้ตรงนี้

ในวันนี้

ในลมหายใจนี้

ในกายที่กำลังเคลื่อนไหวนี้


เอาจริงกับการรู้สึกตัว

เอาจริงกับปัจจุบัน


แล้วธรรมะจะไม่อยู่ไกลอีกต่อไป


#หลวงพ่อเทียน #ความรู้สึกตัว #DhammaMahasati


Archive