เห็นตรงนี้ ใจจึงเบา
คำสอนนี้เรียกเราให้ตั้งใจฟัง
แล้วเอาไปปฏิบัติจริง
ไม่ใช่ฟังไว้เฉย ๆ
ไม่ใช่จำไว้เฉย ๆ
เพราะสิ่งที่ฟัง
ถ้าไม่ลงมือรู้ตรง ๆ
มันก็ไม่เกิดประโยชน์แก่ตัวเรา
หลวงพ่อชี้ให้เห็นว่า
ก่อนอื่นต้องรู้จักรูปกับนามให้จริง
เมื่อรู้จักแล้ว
จึงรู้จักสมมติ
เมื่อรู้จักสมมติ
ก็เห็นสิ่งที่เคยยึด เคยเชื่อ
เคยข้องแวะ วางลงได้
ของเสพติด
ของมึนเมา
ฤกษ์งามยามดี
การไหว้ผี ไหว้เทวดา
การบวงสรวงต่าง ๆ
เมื่อเห็นตามจริง
ก็เลิกได้เด็ดขาด
ไม่มีใครมาช่วยแทนเราได้
ไม่มีใครมากระซิบใส่หูเราได้
ต้องเป็นเราเอง
ที่รู้เอง
เห็นเอง
วางเอง
นี่แหละบาปกับบุญ
บาปคือความมืด
คือความไม่รู้จัก
บุญคือความรู้
คือความรู้จักตามจริง
ถ้าไม่รู้จริง
แล้วไปสอนคนอื่นผิด
ความผิดนั้นก็คือบาป
จึงต้องเริ่มจากตัวเอง
รู้ตรง ๆ กับการกระทำของตัวเอง
หลวงพ่อยังชี้ให้เห็นว่า
วัตถุ ปรมัตถ์ อาการ
เป็นเรื่องที่ต้องค่อย ๆ เห็น
เห็นแล้วจึงรู้
ว่ากิเลส โทสะ โมหะ โลภะ
มันหนักจริง
แต่เมื่อเห็นตามจริง
ใจจะเบาขึ้นเอง
เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
มีอยู่
แต่ไม่จำเป็นต้องทุกข์ไปกับมัน
ขันธ์ทั้งหลาย
เป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วดับไป
เมื่อรู้จักนามรูป
รู้จักรูปนามตามจริง
ความยึดถือก็อ่อนลง
ใจจึงกลับมาเห็นตัวเอง
ไม่ต้องรีบร้อน
ไม่ต้องฝืน
แค่เดินไปเดินมา
แค่ดูตามจริง
ใจก็สว่างขึ้นได้
กิเลสไม่ใช่ของลอย ๆ
มันติดอยู่กับความเคยชิน
กับความอยาก
กับความยึด
การละจึงไม่ใช่ตัดด้วยแรงบังคับ
แต่เป็นการเห็นให้ชัด
เห็นจนรู้ว่าอะไรเกาะอยู่
แล้ววางของเก่านั้นลง
เมื่อเห็นกิเลส
จึงละกิเลสได้
เมื่อไม่เห็น
ก็ยังถูกมันลากไปอยู่เสมอ
บทเรียนนี้จึงน้อมมาหาเรา
ให้กลับมาดูตัวเองทุกขณะ
รู้ตรง
เห็นตรง
แล้วค่อย ๆ วางลงตรงนั้น
#หลวงพ่อเทียน #ความรู้สึกตัว #DhammaMahasati
