ใจพาเราไปทางไหน
ก็ต้องรู้ให้ทันทางนั้น
เมื่อจะกระทำสิ่งใด
ให้กลับมาดูตรงนี้ก่อน
จิตพาทำ
หรือกายพาทำ
บางครั้งเราเหมือนทำด้วยมือ
แต่แท้จริงใจเป็นผู้สั่งอยู่ลึก ๆ
ถ้าใจถูกกิเลสพาไป
การกระทำนั้นก็จะเผลอ
จะดีหรือชั่ว
ก็ไหลไปตามอารมณ์นั้น
แต่เมื่อมีสติ
มีสมาธิ
มีปัญญาคอยคุมกาย วาจา ใจ
เราจะไม่ลืมตัว
ไม่ลืมตัวในที่นี้
ไม่ใช่แค่จำได้ว่าเรากำลังทำอะไร
แต่คือรู้ทันว่า
กำลังถูกอะไรพาไป
บางทีเราทำไปโดยไม่มีสติ
ทำตามความอยาก
ทำตามความเคยชิน
ทำตามกิเลสที่แอบอยู่ในใจ
กิเลสก็ชอบอยู่ตรงนี้
ชอบให้เราไปตามใจมัน
อยากอะไรก็ทำ
ไม่อยากอะไรก็ผลักออก
แล้วพอมีคนตำหนิ
ใจก็ยึดขึ้นมาทันที
นี่แหละทางของกิเลส
มันทำให้ทุกข์
แต่ถ้าเป็นสติปัญญา
มันไม่รีบรับ ไม่รีบเอา
เพราะรู้จักโลก รู้จักสมมติ
รู้จักทางของอารมณ์แล้ว
จึงไม่ติด ไม่ทุกข์ง่าย
ธรรมะข้อนี้
จึงไม่ได้มีไว้ฟังเฉย ๆ
แต่มีไว้ใช้กับชีวิตทุกอย่าง
ใช้กับงาน
ใช้กับคำพูด
ใช้กับการอยู่ร่วมกับผู้คน
ใช้กับทุกจังหวะของวัน
เพียงแต่ต้องดูให้ดี
ว่าความรู้นั้น
จะถูกใช้ผิดแบบหรือถูกแบบ
ถ้าใช้ผิด
ก็เหมือนเอาเม็ดข้าวไปไว้ในเตาไฟ
ยังไม่ทันงอก
ก็ไหม้เสียก่อน
การภาวนาก็เช่นนั้น
ถ้าเดินผิดทาง
ทำไปนานเท่าไร
ก็อาจเสียเปล่า
แต่ถ้าเอาเม็ดข้าวไปไว้ในที่ชุ่มเย็น
มันย่อมงอกได้
ออกดอกออกผลได้จริง
คนเราก็เหมือนกัน
ถ้าฝึกหัดดัดนิสัยดี ๆ
อยู่กับผู้รู้จริง
อยู่กับทางของความรู้สึกตัว
ประโยชน์ย่อมเกิดจริง
และเมื่อรู้จักธรรมะนี้แล้ว
ให้เอาไปใช้ในชีวิตให้ได้
รู้จักรักการงาน
รักหน้าที่
รักคำพูดของตน
รักสิ่งที่ควรทำ
แล้วงานจะไม่หนักเหมือนเดิม
เพราะใจไม่คอยต้าน
ไม่คอยแบกความเบื่อเอาไว้
ถ้าไม่รักงาน
ทำเพียงนิดเดียวก็เหนื่อย
เพราะใจมัวแต่คิดว่ามาก
คิดว่าหนัก
คิดว่าลำบาก
แต่ถ้ามีสติอยู่กับงาน
งานก็เป็นงาน
ใจไม่ต้องหนี
ไม่ต้องผลัก
ไม่ต้องทุกข์กับมัน
ให้รู้ทันใจตน
ในทุกการกระทำ
ให้สติคุมกาย วาจา ใจ
ให้ปัญญาดูความจริงตรงหน้า
แล้วเราจะค่อย ๆ
ไม่ลืมตัว
#หลวงพ่อเทียน #ความรู้สึกตัว #DhammaMahasati
