ศีลอยู่ที่ความปกติ
วันนั้นหลวงพ่อเดินไป
เดินมา
จุดเทียนไขไว้ตรงนั้น
ตรงนี้
เห็นตะขาบแล่นผ่านหน้า
ก็เอาเทียนไขไปส่องดู
ไม่เห็นแล้ว
ก็ตั้งเทียนไว้ที่เดิม
แล้วเดินกลับไป
กลับมาอีก
จนถึงตีห้า
จึงเกิดรู้จักศีลขึ้นมา
ศีลที่แท้
ไม่ใช่เพียงสิ่งที่ถือกันเป็นแบบแผน
ศีลที่พระพุทธเจ้าสอนจริง ๆ
คือกายปกติ
วาจาปกติ
ใจปกติ
เมื่อกายปกติ
วาจาปกติ
ใจปกติ
อะไรปรากฏขึ้นมา
ก็รู้
ก็เห็น
ก็เข้าใจ
ศีลจึงไม่ใช่เพียงการห้าม
แต่เป็นความรู้ตัวที่ตั้งมั่นอยู่ในความเป็นปกติ
เมื่อกายจะทำอะไร
เรารู้
เมื่อวาจาจะพูดอะไร
เรารู้
เมื่อใจจะคิดอะไร
เรารู้
ความรู้นี้เอง
พาให้พ้นจากของเก่า
ไม่ทำเหมือนแต่ก่อน
อดีตที่ผิดมาแล้ว
แก้ไม่ได้
อนาคตที่ยังไม่มาถึง
ก็ยังจับต้องไม่ได้
แก้ได้เฉพาะปัจจุบันเท่านั้น
คิดเดี๋ยวนี้
แก้เดี๋ยวนี้
อยากพูดเดี๋ยวนี้
อยากทำเดี๋ยวนี้
ก็รู้เดี๋ยวนี้
เมื่อแก้ปัจจุบันได้
อดีตและอนาคต
ก็ไม่มีกำลังเหนือใจ
ศีลจึงเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบ
คือโทสะ
โมหะ
โลภะ
คือกิเลส
ตัณหา
อุปาทาน
สิ่งชั่วร้ายเหล่านี้
เป็นเหมือนหญ้าปากคอก
ถ้าหญ้าปากคอกยังรกอยู่
แม้มีเงินมากเท่าไร
ก็ยังไม่มีโอกาส
ไม่มีเวลาจะรู้ธรรมะ
เมื่อเข้าใจศีลอย่างนี้
จึงเห็นต่อไปถึง
ศีลขันธ์
สมาธิขันธ์
ปัญญาขันธ์
และเข้าใจว่า
สมถกรรมฐาน
กับวิปัสสนากรรมฐาน
แยกกันตรงไหน
ความสงบที่เคยเข้าใจ
บางทีเป็นความสงบแบบไม่รู้
แต่ความสงบที่รู้
ไม่ต้องนั่งนิ่งอยู่เฉย ๆ เท่านั้น
ทำไร่ก็รู้
ทำนาก็รู้
ซื้อขายก็รู้
กินข้าวก็รู้
เป็นครู
เป็นนักเรียน
เป็นทหาร
เป็นตำรวจ
เป็นรัฐมนตรี
ก็รู้ได้
เพราะความสงบแบบนี้
ทำอะไรอยู่
ใจก็ไม่เดือดร้อน
ความเป็นปกติ
นั่นแหละคือทางรู้ธรรม
เมื่อรู้ทันกาย
รู้ทันวาจา
รู้ทันใจ
สิ่งที่เคยพาให้ลุ่มหลง
ก็อ่อนกำลังลง
ความปกติเล็ก ๆ ในปัจจุบัน
จึงเป็นที่ตั้งของศีล
เป็นที่ตั้งของความสงบ
และเป็นที่ตั้งของปัญญา
#หลวงพ่อเทียน #ความรู้สึกตัว #DhammaMahasati
