รู้ตัวเมื่อใด โทสะ โมฆะ โลภะ ไม่มี อย่าอยู่กับความคิด จงอยู่กับความรู้สึก

 

เมื่อรู้ตัว

โทสะ โมหะ โลภะ

ก็ไม่มีที่เกาะ


สิ่งเหล่านี้

ไปเกิดกับตัวคิด

ไม่ใช่กับความรู้สึกตัว


เหมือนเราแบกของไว้

ของนั้นติดมืออยู่

พอวางลง

มือก็ไม่ติดอะไร


ความรู้สึกตัวของเรา

ก็สะอาดอยู่แล้ว

บริสุทธิ์อยู่แล้ว


แต่ตัวคิด

ชอบเข้าไปจับ

ชอบเข้าไปถือ

ชอบเข้าไปยึด


ตรงนี้แหละ

ที่เรียกว่าอุปาทาน


ที่เรียกปฏิจจสมุปบาท

ก็คือความเป็นเหตุเป็นปัจจัยของการปรุง


อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร

สังขารคือการปรุง


แล้วปรุงต่อไปเป็นวิญญาณ

เป็นการรู้ที่เจือด้วยโมหะ


จากนั้นก็เป็นนามรูป

เป็นอายตนะ

เป็นผัสสะ

เป็นเวทนา


ทั้งหมดนี้

ดูเหมือนมากมาย

แต่เมื่อเห็นต้นตอ

ก็รู้ว่าเป็นเรื่องแค่นี้เอง


คือเราไปอยู่กับความคิด

จนลืมความรู้สึกตัว


ถ้าไปอยู่กับความคิดเมื่อใด

ปรุงขึ้นมาเมื่อนั้น


แต่ถ้าวางความคิดลง

แล้วมาอยู่กับความรู้สึก

ความปรุงก็ทำอะไรเราไม่ได้


เพราะเรารู้

เพราะเราเห็น


พอความคิดผุดขึ้นมา

เราก็รู้ทัน


นี่คือการทำงานด้วยความรู้

ไม่ใช่ทำงานด้วยความคิด


ความคิดนั้นพาไปได้ไกล

จนอยากมากขึ้น

จนต้องมีมากขึ้น

จนยังไม่พอ


มีร้อย ก็อยากพัน

มีพัน ก็อยากหมื่น

มีหมื่น ก็อยากแสน

มีแสน ก็ยังไม่พอ


มีรถคันหนึ่ง

ก็ยังไม่พอ

มีสองคัน

สามคัน

สิบคัน

ใจก็ยังไม่อิ่ม


เพราะความคิด

มันไม่รู้จักหยุด


มันจึงพาให้ทุกข์

พาให้เสียใจ

พาให้หวั่นไหว

ตามสิ่งที่ได้และสิ่งที่เสีย


แต่ถ้าเป็นความรู้

จะรู้หน้าที่


พ่อก็ทำหน้าที่พ่อ

แม่ก็ทำหน้าที่แม่

ครูก็ทำหน้าที่ครู

อาจารย์ก็ทำหน้าที่อาจารย์


เมื่อทุกคนรู้หน้าที่

งานก็ไม่สับสน

ไม่วุ่นวาย

ไม่เบียดเบียนกัน


สิ่งสำคัญจึงอยู่ตรงนี้

ไม่ใช่เพิ่มความคิด

แต่ให้รู้ทันความคิด


ไม่ใช่ตามความคิดไป

แต่กลับมาอยู่กับความรู้สึกตัว


เมื่อรู้ตัว

ใจจะไม่ถูกจับ

ไม่ถูกลาก

ไม่ถูกครอบงำ


ความทุกข์ก็คลาย

เพราะเรากำลังอยู่กับความรู้

ไม่ใช่อยู่กับตัวคิด


#หลวงพ่อเทียน #ความรู้สึกตัว #DhammaMahasati


Archive