“รู้ตัว” ไม่ใช่ “รู้คิด”

 

ถ้าอยากฝึกตัวเอง

ก็ต้องฝึกจริง ๆ


ไม่ใช่คอยแบกความคิด

ไม่ใช่คอยแบกเรื่องนั้นเรื่องนี้


ให้รู้ตรง ๆ ว่า

เรากำลังทำอะไรอยู่


หลวงพ่อไม่ได้สอนให้เชื่ออย่างเดียว

ท่านสอนให้ลองดู

แล้วรู้ด้วยตัวเอง


สิ่งที่ท่านเล่า

เป็นทางของคนที่ลุกขึ้นฝึก

นอนน้อย

ตื่นขึ้นมาเพื่อทำความเพียร


แล้วก็กลับมารู้สึกตัว

รู้กายของตัวเอง

รู้ใจของตัวเอง


พอรู้มากเข้า

ใจก็มีสติปัญญาพอจะรักษาตัวเองได้


ตรงนี้สำคัญมาก


ไม่ใช่รู้เพื่อไปคิดต่อ

ไม่ใช่รู้เพื่อเก็บไว้พูด

แต่รู้เพื่อกลับมาอยู่กับตัวจริง ๆ


เพราะถ้าฝึกอย่างนี้

ทุกคนก็ต้องรู้ได้

ไม่มีใครเว้น


หลวงพ่อจึงเปรียบเหมือนเม็ดข้าว


เม็ดข้าวที่สมบูรณ์

ตกลงในดินชุ่มเย็น

ย่อมงอกได้


แต่ข้าวลีบ

ต่อให้ลงดินดีอย่างไร

ก็เน่าเปื่อยไป


การฟังธรรมก็เช่นนั้น


ถ้าฟังแล้วเอาไปปฏิบัติ

เหมือนเม็ดข้าวอ้วน

มีชีวิต มีทางงอก


แต่ถ้าฟังแล้วไม่ทำ

เอาไปคิดอย่างอื่น

ไม่กลับมาดูตัวเอง

ก็เหมือนข้าวลีบ

มีคำอยู่

แต่ไม่มีการงอกของธรรม


คำบางคำ

ฟังแล้วอาจจำได้

แต่ถ้าไม่เอามาใช้

มันก็ยังเป็นแค่เสียง


ธรรมะจึงไม่ใช่ของเก็บไว้ในความจำ

แต่เป็นของที่ต้องรู้ตรง

รู้แล้วกลับมาอยู่กับกายกับใจ


ตอนรู้ใหม่ ๆ

ใจอาจวิ่งออกไปคิดมาก

รู้ไปสารพัด

เหมือนรู้กว้างไปหมด


แต่ถ้าไม่กลับมาอยู่กับตัว

ความรู้นั้นก็ยังปนกับความคิด


หลวงพ่อจึงเตือนเราไว้ชัด

ความรู้กับความรู้คิด

ไม่ใช่อันเดียวกัน


ความรู้

คือรู้ตรง ๆ

รู้แล้ววาง

รู้แล้วกลับมาอยู่กับตัว


ความรู้คิด

คือคิดต่อ

ปรุงต่อ

ลืมตัวไปกับเรื่องที่คิด


ผีในที่นี้

ก็คือคนที่ทำชั่ว พูดชั่ว คิดชั่ว


เทวดา

ก็คือคนที่ทำดี พูดดี คิดดี


ทั้งหมดนี้ไม่ได้อยู่ไกล

มันอยู่ที่การกระทำของเราเอง


ถ้าเรารู้ตัวได้

เราก็เริ่มเห็นทางของตัวเอง


เดินอยู่ก็รู้ว่าเดิน

ยืนอยู่ก็รู้ว่ายืน

นั่งอยู่ก็รู้นั่ง

เคลื่อนไหวอยู่ก็รู้เคลื่อนไหว


ไม่ปล่อยใจไหลไปกับความคิด

ไม่ปล่อยชีวิตหลุดไปกับสิ่งนอกตัว


ค่อย ๆ ฝึก

ค่อย ๆ รู้

ค่อย ๆ กลับมา


ตรงนี้แหละ

คือการรักษาตัวเอง


#หลวงพ่อเทียน #ความรู้สึกตัว #DhammaMahasati


Archive