ที่สุดแล้ว ความรู้แจ้งมีในความขาดออกจากกัน
เมื่อจิตรู้ตรงลงไป
จะเห็นว่า
ไม่ใช่เพียงความคิดเท่านั้น
ทุกสิ่งที่เคยเข้าไปยึด
ก็ขาดออกจากกันเหมือนกัน
เหมือนเชือกที่ผูกไว้สองต้น
ตัดตรงกลางแล้ว
จะดึงอย่างไรก็ไม่ถึงกัน
ความเห็นแจ้งเช่นนี้
ไม่ใช่เรื่องแต่งเติม
ไม่ใช่เรื่องเชื่อเอา
แต่เป็นเรื่องที่เห็นด้วยตัวเอง
รู้ตรงด้วยตัวเอง
แม้เรื่องของสามีภรรยา
ลูกหลาน
พ่อแม่ปู่ย่าตายาย
หรือคนใกล้ชิดทั้งหลาย
เมื่อถึงที่สุด
ก็เป็นอย่างเดียวกัน
ถ้าไม่เห็นในขณะนี้
ก็ย่อมต้องเห็นเมื่อใกล้ตาย
เพราะวัฏฏะนี้
บีบให้เห็นความจริง
ผู้มีกิเลส
ตายแล้วต้องเกิด
ผู้ไม่มีกิเลส
ตายแล้วไม่เกิด
เพราะยังมีความถึงกันอยู่
ยังมีโกรธ
ยังมีรัก
ยังมีชัง
แต่ถ้าตัดให้ขาดลงไปแล้ว
เห็นแล้วตามจริงแล้ว
ก็จบอยู่ตรงนั้น
คำสอนของพระพุทธเจ้า
จึงสอนคนเป็น ๆ
ไม่ใช่สอนคนตายแล้ว
คนตายแล้ว
ฟังไม่เป็น
ที่คนเอาไปสวด
ให้เหมือนเป็นของคนตาย
แท้จริงพระองค์กำลังบอกเรา
บอกคนที่ยังมีลมหายใจ
คำว่า กุปปะธัมโม
คือธรรมที่ยังเสื่อมได้
ยังหวั่นไหวได้
ยังกลับไปต่อความยึดถือเดิมได้
คำว่า อะกุปปะธัมโม
คือธรรมที่ไม่เสื่อม
ไม่หวั่นไหวไปตามเก่าอีก
คำว่า ปะริหานะธัมโม
และ อะปะริหานะธัมโม
ก็ชี้ให้เห็นว่า
สิ่งที่เราภาวนาอยู่
จะถอยหรือไม่ถอย
จะเสื่อมหรือไม่เสื่อม
คำว่า ปุถุชชะโน
ก็ยังเป็นทางผ่าน
ให้ก้าวพ้นไปสู่โคตรภู
ให้ห่างจากวัฏฏะทุกข์ออกไป
ถ้าพ้นหวิดจากทุกข์นี้ได้
ก็อยู่เหนือทุกข์
เป็นคน
แต่อยู่เหนือความเป็นคน
อยู่กับโลก
แต่อยู่เหนือโลก
กินก้าง กินดูก
แต่ไม่ติดคอ
ไม่ย่านกระดูกคน
ไม่ย่านกระดูกผี
ไม่ย่านสิ่งใด ๆ ที่โลกเอามาหลอกใจ
เพราะเมื่อเห็นแจ้งแล้ว
ก็รู้ว่า
มันคือกัน
มันเป็นอย่างเดียวกัน
ธรรมจึงไม่ใช่เรื่องของเครื่องราง
ไม่ใช่เรื่องของขลัง
ไม่ใช่เรื่องปลุกเสก
ธรรมคือการเห็นตามจริง
เห็นความเป็นจริง
อย่างที่พระพุทธเจ้าสอนเอาไว้
เห็นแล้ว
รู้แล้ว
วางแล้ว
นี่แหละ
คือทางของความรู้สึกตัว
ทางของคนเป็น ๆ
ที่มองตรงเข้าไปในชีวิต
จนพ้นจากการถูกหลอกด้วยความคิดและการยึดถือ
#หลวงพ่อเทียน #ความรู้สึกตัว #DhammaMahasati
