ความรู้สึกตัวนี่แหละ
พาเราออกจากความสับสน
เมื่อรู้หน้าที่ของคน
ชีวิตก็ไม่ต้องไปดิ้นหาอะไรเกินจำเป็น
อยู่กับกายนี้
ทำหน้าที่นี้
ใจจึงค่อยมีความสงบ
แต่ความสงบ
ไม่ใช่การไปนั่งนิ่งเฉย
ไม่ใช่การไม่พูดไม่คุย
ไม่ใช่การปิดตัวเองหนีโลก
ถ้าไม่รู้จักความสงบ
แล้วไปหาความสงบ
นั่นอาจเป็นแค่ความสงบแบบไม่รู้
หรือความสงบแบบไม่อยากสงบ
หลวงพ่อชี้ให้เห็นว่า
เรื่องใกล้ตัวที่สุด
ก็คือการเห็นความคิด
ถ้าเข้าไปอยู่ในความคิด
เราก็ถูกความคิดพาไป
แต่ถ้าเห็นความคิด
เราจะเริ่มมีที่ยืน
ตรงนี้เอง
ทุกข์ต้องกำหนดรู้
ไม่ใช่ไปวิ่งตามทุกข์
แต่ให้มาอยู่กับรูปนี้
อยู่กับกายนี้
สมุทัยต้องละ
คืออย่าไปอยู่กับความคิด
มรรคต้องเจริญ
คือทำความรู้สึกตัวให้มาก
นิโรธทำให้แจ้ง
คือรู้กลไกของความคิด
เมื่อมาอยู่กับรูปนี้จริง ๆ
พอเห็นความคิด
โทสะ โมหะ โลภะ
ก็ค่อย ๆ จางไป คลายไป
กิเลส ตัณหา อุปาทาน
ก็ค่อย ๆ จางไป คลายไป
ความสงบแบบไม่สงบ
ก็จางไป คลายไปเช่นกัน
หลวงพ่อสอนให้ดูง่าย ๆ
เหมือนเชือกที่ผูกตึงสองด้าน
เมื่อผูกอยู่
มันก็ยังดึงกันอยู่
แต่พอขาดตรงกลาง
มันก็ไม่ถึงกันแล้ว
ความรู้สึกตัวก็อย่างนั้น
เมื่อรู้ตรง
ความคิดจะทำงานต่อไม่ได้
มันคิดปุ๊บ
รู้ปั๊บ
เหมือนแมวกับหนู
ไม่ต้องไปสู้กันยืดยาว
แค่เห็นจริง
มันก็จบ
ความคิดที่เคยเป็นเหมือนยักษ์
เมื่อถูกความรู้สึกตัวเห็นเข้า
มันก็ไม่มีอำนาจเดิม
บ้านเมืองในกายนคร
จึงไม่ต้องให้ผีมาอยู่
ไม่ต้องให้ยักษ์มาครอง
แต่ให้ความรู้สึกตัว
เป็นผู้ครองเมือง
แล้วคนเราก็ยังทำงานได้
ยังกินข้าวได้
ยังอยู่กับโลกได้ตามหน้าที่
เพียงแต่ไม่ถูกความคิดลากไป
ไม่ถูกความคิดทำให้ผิด
นี่คือความสงบที่เห็นได้
ความสงบที่มาจากการรู้
ไม่ใช่ความสงบที่หนีชีวิต
เมื่อมีความรู้สึกตัว
ความทุกข์ก็เบาลง
ใจค่อยกลับสู่ทางของมันเอง
และตรงนั้น
มรรคผลนิพพาน
ก็ไม่ใช่เรื่องไกลจากตัวเราเลย
#หลวงพ่อเทียน #ความรู้สึกตัว #DhammaMahasati
