เห็นใจตัวเองให้ทัน
นั่นแหละคือเครื่องวัดความเป็นมนุษย์
และเป็นเครื่องวัดความเป็นพระอริยบุคคลด้วย
ไม่ใช่วัดกันที่ความรู้
ไม่ใช่วัดกันที่ปริญญา
ไม่ว่าจะปริญญาทางโลก
หรือปริญญาทางธรรม
ถ้าจิตใจยังสับสน
ยังวุ่นวาย
ยังทุกข์
ยังเดือดร้อน
แต่พอเห็นเข้าจริง ๆ
พอรู้เข้าจริง ๆ
พอเข้าใจเข้าจริง ๆ
ก็หยุดได้
หยุดความคิดที่กำลังฟุ้ง
หยุดกาย
หยุดวาจา
ไม่ปล่อยให้ไหลไปตามความเผลอ
เมื่อไม่ลืมตัว
จิตใจก็ค่อยสะอาด
ค่อยสว่าง
ค่อยสงบ
ความสะอาดนั้น
เหมือนเสื้อผ้าที่เดิมก็ไม่ได้สกปรก
ที่สกปรก
เพราะมีเหงื่อไคล
ฝุ่นละออง
มาจับมาเกาะ
จิตใจก็เช่นกัน
ความขุ่นมัว
ความเดือดร้อน
เป็นสิ่งที่เข้ามาแตะต้อง
เมื่อรู้จัก
ก็รู้จักวิธีซัก
ความสว่าง
ไม่ใช่อะไรไกล
คือรู้วิธีเห็นรู้
ความสงบ
ไม่ใช่การไปบังคับให้มันนิ่ง
แต่คือไม่ไปกวนมันอีก
ไม่ไปเติมความคิดซ้ำ
เพราะแท้จริงแล้ว
มันดีอยู่แล้ว
ที่คนเราทำบุญ
ก็เพื่อระงับความทุกข์
ระงับความเดือดร้อน
เราอาจเคยเชื่ออย่างนั้น
เพราะพ่อแม่สอน
ครูบาอาจารย์สอน
จึงฝังใจมาอย่างนั้น
แต่เมื่อถึงที่สุด
ต้องกลับมาดูด้วยตัวเอง
ไม่ต้องพึ่งคำพูดของใครทั้งหมด
เมื่อรู้แล้ว
ก็พึ่งตัวเองจริง ๆ
เพราะสิ่งนี้
เป็นเรื่องของความเห็นตรง
เป็นเรื่องของการรู้ตรง
ไม่ว่าใครจะพูดอย่างไร
ก็เป็นเพียงสมมติพูด
แม้คำที่เราฟัง
ก็ยังเป็นสมมติ
เพื่อชวนให้หันกลับมาเห็นใจของตน
แล้วตอนนี้
จิตใจเป็นอย่างไร
ถ้ายังตอบว่าเฉย ๆ
ก็ให้เห็นความเฉย ๆ นั้น
อย่างธรรมดา
อย่างตรง
อันความเฉย ๆ นี้
มันมีอยู่แล้ว
ไม่ต้องไปทำอะไรกับมัน
มันก็เป็นอยู่อย่างนั้น
นั่นแหละ
ความหลุดพ้น
สะอาด
สว่าง
สงบ
อยู่ในความเป็นอย่างนั้นเอง
ไม่ใช่สงบเพราะหลบไปนั่งหลับตา
ไม่ใช่สงบแบบใช้ไม่ได้ในชีวิต
แต่เป็นความสงบที่ทำงานได้
เดินได้
พูดได้
สอนคนได้
อยู่กับงานได้
เป็นครูสอนหนังสือก็ได้
เป็นพระเป็นเณรก็ได้
ไปช่วยคนก็ได้
เพราะใจที่รู้ทันตัวเอง
ย่อมไม่ต้องวิ่งหาอะไรเพิ่มเติมตลอดเวลา
แค่เห็น
แค่รู้
แค่ไม่ลืมตัว
ก็พอให้ชีวิตกลับมาตั้งมั่น
และอ่อนโยนลงทีละน้อย
#หลวงพ่อเทียน #ความรู้สึกตัว #DhammaMahasati
