ธรรมะไม่อยู่ที่คำพูดอย่างเดียว
แต่อยู่ที่การรู้ตัวตรงๆ
เมื่อผู้สอนมีความเห็น
มีความเข้าใจ มีอุดมคติไม่เหมือนกัน
ทางที่สอนจึงต่างกันเป็นหลายเส้น หลายสาย หลายวิธี
แต่ความต่างนั้น
ถ้าไม่หันกลับมาดูตนเอง
ก็อาจพาใจออกไปไกลจากธรรมได้
การบวชก็เช่นกัน
บวชในพุทธศาสนาหรือบวชนอกพุทธศาสนา
ไม่ได้ดูที่ผ้าเหลืองอย่างเดียว
แต่ดูที่ความมุ่งหมายและการประพฤติ
ถ้าบวชเพื่อหนีทุกข์
เพื่อสิ้นทุกข์โดยชอบ
เพื่อประพฤติพรหมจรรย์
นั่นจึงเป็นการบวชที่ตรงกับพุทธประสงค์
แต่ถ้าพูดว่าเคารพพระธรรมวินัย
แล้วการกระทำไม่ตรงกับคำพูด
ใจก็ยังไม่ซื่อตรงต่อธรรม
คำว่าเคารพจึงอาจเหลือเพียงเปลือก
เครื่องวัดไม่ใช่คำอ้าง
ไม่ใช่เสียงพูด
แต่คือการเจริญสติ สมาธิ ปัญญา
ให้จิตใจสะอาด สว่าง สงบ
ให้เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม
รู้ตัวเองในเวลาทำ
รู้ตัวเองในเวลาพูด
รู้ตัวเองในเวลาคิด
รู้ว่าผิดหรือถูก
รู้ว่าหลงหรือไม่หลง
ตื่นจากความงมงายที่ทำ พูด คิดไปอย่างไม่รู้ตัว
ชีวิตจิตใจของคนเรา
โดยธรรมชาตินั้นสะอาด สว่าง สงบอยู่แล้ว
แต่เมื่อมีโลภ โกรธ หลง
จิตใจก็ไม่สะอาด ไม่สว่าง ไม่สงบ
นั่นแหละคือกิเลส คือบาป คือทุกข์
คำสอนของพระพุทธเจ้า
มากมายถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์
ก็เพื่อดับกิเลส
เพื่อให้พ้นทุกข์ทางจิตทางใจ
เพื่อให้เราได้รู้จริง เห็นจริง เข้าใจจริง
บุญคือความไม่มีทุกข์
ทางกาย ทางวาจา และทางใจ
บาปคือความไม่สบาย
ทางกาย ทางวาจา และทางใจ
หรือคือโลภ โกรธ หลงนั่นเอง
ถ้าใจไม่สะอาด
แม้ยังมีลมหายใจอยู่
ก็เหมือนคนตายแล้ว
ตายทั้งเป็น
เพราะใจไม่รู้จักความเบา
ทุกข์ทางกาย แก้ด้วยความขยันหมั่นเพียร
ทำหน้าที่การงานให้ดี
รู้จักเก็บเล็กผสมน้อย
เพื่อมีพอใช้ยามเจ็บป่วย
แต่ทุกข์ทางใจ
ต้องสร้างสติขึ้นมา
ต้องเจริญวิปัสสนา
จึงจะค่อยๆ หาย
เอากายเป็นเรือ
เอาสติเหมือนหางเสือ
เอาปัญญาเป็นคนพาย
เดินไป ยกมือไป เอามือมา
พลิกมือขึ้น คว่ำมือลง
ให้รู้สึกตัวอยู่ในทุกอิริยาบถ
การฝึกเล็กๆ น้อยๆ นี้
ไม่ใช่เรื่องเล็กเลย
เพราะเป็นการสะสมสติ
ให้มีกำลังมากขึ้น
ให้แสงสว่างเกิดขึ้นภายในใจ
เมื่อแสงสว่างเกิดขึ้น
ความมืดย่อมหายไปเอง
ความเศร้าหมองย่อมหายไปเอง
โลภ โกรธ หลง ย่อมอ่อนกำลังลง
ธรรมไม่ไกล
อยู่ที่การกลับมารู้ตัว
ในทุกการทำ พูด คิด
ให้เห็นผิด เห็นถูก
และค่อยๆ ตื่นจากความไม่รู้
ด้วยใจที่ซื่อกับตนเอง
#หลวงพ่อเทียน #ความรู้สึกตัว #DhammaMahasati
