ศาสนา ไม่ได้ฝากไว้ที่ใครคนเดียว
แต่ฝากไว้ที่เราทุกคน
เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว
พระองค์ไม่ทรงตั้งใครไว้เป็นเจ้าของความรู้ความเข้าใจนี้
กลับฝากไว้กับพุทธบริษัททั้ง ๔
ภิกษุ ภิกษุณี
อุบาสก อุบาสิกา
ให้ช่วยกันสืบต่อ
ด้วยการศึกษา
ด้วยการปฏิบัติ
ด้วยการรู้ตรงในชีวิตของตนเอง
เพราะถ้าไม่มีคนรู้
ไม่มีคนทำ
ไม่มีคนเดินตามทาง
ศาสนาก็ค่อย ๆ ห่างไปจากใจคน
ความมืดก็เข้ามาแทนที่
มืดจนไม่รู้หน้าที่ของพ่อ
ไม่รู้หน้าที่ของแม่
ไม่รู้หน้าที่ของลูก
มืดจนคนอยู่ใกล้กัน
กลับไม่รู้จักกัน
ชีวิตคนเราก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน
เกิดมาแล้ว
ถ้าไม่เคยหันกลับมาดูตัวเอง
ไม่เคยศึกษาตนเอง
ไม่เคยเข้าใจว่ามาเพื่ออะไร
แม้จะมีอายุยืนยาวเพียงใด
ก็ยังเหมือนชีวิตที่ไม่งอกงาม
เหมือนเมล็ดข้าวที่มีพร้อม
แต่ไม่ได้ลงดินในที่เหมาะสม
ไม่ออกผล
ไม่เติบโต
หรือถูกไฟเผาเสียก่อน
จึงไม่ใช่อยู่ที่มีเวลาเท่าไร
แต่อยู่ที่ทำถูกหรือไม่
ถ้าทำไม่ถูก
ก็เสียเวลา
ก็ขาดทุน
ก็ผ่านชีวิตไปเปล่า ๆ
แต่ถ้ารู้ตัว
แม้เพียงวันเดียว
ก็มีค่ามาก
เพราะวันหนึ่งนั้น
อาจเกิดสติ
เกิดสมาธิ
เกิดปัญญา
เกิดความเข้าใจ
เกิดความซาบซึ้ง
เกิดการเห็นตนเองจริง ๆ
นั่นแหละคือการเกิดที่มีความหมาย
ไม่ใช่รอให้ใครมาทำให้
ไม่ใช่รอให้ใครมาแทนเรา
เพราะหน้าที่นี้
ต้องศึกษาเอง
ต้องปฏิบัติเอง
ต้องรู้เอง
แม้เป็นพระ
ถ้ายังไม่รู้ชีวิตนี้ตามความเป็นจริง
ถ้ายังไม่เข้าใจว่ากำลังดำเนินอยู่ในกองทุกข์อย่างไร
การบวชก็ยังไม่ถึงแก่น
แต่ถ้าอยู่กับโลก
แล้วยังไม่หลงโลก
อยู่กับสุขทุกข์
แต่ไม่ติดสุขไม่ติดทุกข์
นั่นคือทางของการบวชที่แท้
แม้เพียงวันเดียว
ถ้าเกิดความรู้ขึ้นในใจ
ก็ยังดีกว่าการอยู่ไปนาน ๆ โดยไม่รู้ตัว
เพราะสิ่งสำคัญไม่ใช่การอยู่ได้นาน
แต่คือการตื่นขึ้นมาให้ทันชีวิตของตน
ให้กลับมารู้
ให้กลับมาเห็น
ให้กลับมาเข้าใจ
แล้วศาสนาจะไม่ไกลจากเรา
เพราะเราจะเป็นผู้สืบต่อมันด้วยชีวิตจริงของเราเอง
#หลวงพ่อเทียน #ความรู้สึกตัว #DhammaMahasati
