ตายทั้งนั้น
ไม่มีใครยกเว้น
สัตว์ คน ต้นไม้
ชายหญิง เด็กผู้ใหญ่
ไทย จีน
ภาษาไหน ศาสนาไหน
ก็ต้องดับไปหมด
ร่างกายที่มองเห็นได้
ที่จับต้องได้
สุดท้ายก็แตกสลาย
แม้พระพุทธเจ้าผู้เรานับถือ
พระรูปกายก็ยังเป็นไปตามความจริงนี้
แล้วเราจะประมาทอะไรได้อีก
เมื่อรู้ว่าชีวิตไม่เที่ยง
สิ่งที่ควรหันกลับมาดู
คือใจของเราเอง
เราได้ทำบุญมาแล้วมาก
ได้ให้ทาน
ได้ถวายกฐิน
ได้บังสุกุล
ได้ผ้าป่า
ได้รักษาศีล
ได้ภาวนา
สิ่งเหล่านี้เป็นบุญเป็นกุศล
เป็นของดีงาม
แต่ยังต้องดูให้ลึกลงไปอีกว่า
ความโกรธ
ความโลภ
ความหลง
เบาบางลงแล้วหรือยัง
หรือยังซ่อนอยู่ในใจ
รอให้เกิดขึ้นทุกครั้งที่ไม่รู้ตัว
ท่านผู้รู้เรียกสิ่งนี้ว่า
ของเน่า ของเหม็น
เป็นกิเลส
เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
เวลามันเกิด
ก็ทำให้ทุกข์
ทำให้พูดผิด
ทำผิด
คิดผิด
แล้วเราก็เดือดร้อนตามมา
คนไม่รู้
มักไม่เห็นว่ามันเป็นทุกข์
แต่ผู้รู้เห็นตรงกันว่า
นี่แหละคือทุกข์
ทางออกจึงไม่ใช่แค่ทำดีภายนอก
แต่ต้องมีสติ
กำหนดรู้ตัว
ตื่นตัวอยู่เสมอ
เมื่อรู้ทัน
กิเลสเกิดขึ้นไม่ได้
ใจจึงค่อยสะอาดขึ้น
สว่างขึ้น
สงบขึ้น
บุญที่ถูกต้อง
จึงไม่ใช่เพียงการทำ
แต่คือการรู้ตัวจนความโกรธ
ความโลภ
ความหลง
ลดน้อยลง
หรือหมดไปจริง ๆ
ถ้ายังทำอะไรไป
แต่ความโกรธ ความโลภ ความหลง
ยังเกิดอยู่
ยังปิดไม่ลง
ยังเอาชนะไม่ได้
นั่นยังไม่ตรงทาง
ยังไม่ตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้า
ท่านผู้รู้จึงเตือนว่า
ทางมิใช่ทาง
เป็นโมฆะ
คำนี้น่ากลัว
เพราะเหมือนทำไปแล้ว
แต่ไม่ถึงความพ้นทุกข์
ตรงกันข้าม
ถ้าวิธีใดทำแล้ว
ความโกรธ ความโลภ ความหลง
ลดลงจริง
ไม่เกิดขึ้นอีก
นั่นแหละถูกต้อง
ใจของคนทุกคน
มีความสะอาด
สว่าง
สงบ
เป็นพื้นฐานอยู่แล้ว
นี่คือสมบัติของมนุษย์
ของทุกชาติ
ทุกภาษา
แต่กิเลสจะเกิดขึ้น
เมื่อมีการกระทบ
ตาเห็นรูป
หูฟังเสียง
จมูกดมกลิ่น
ลิ้นรู้รส
กายถูกต้องสัมผัส
ใจนึกคิด
ถ้าไม่มีสติ
ชอบบ้าง ชังบ้าง
อิจฉาบ้าง ริษยาบ้าง
ก็พาไปสู่การเอารัดเอาเปรียบ
ไม่สุจริต
ทำงานไม่ถูกต้อง
ไม่ตรงเวลา
ไม่ตรงหน้าที่
แล้วความทุกข์ก็เดินตามมา
ไม่เคยห่าง
พระพุทธเจ้าสอนจนหมดลมหายใจว่า
ให้เจริญสติ
ดูจิต ดูใจ
ดูให้เห็นชีวิตจริงของเรา
ว่ามนุษย์ทุกคน
มีความปกติที่สะอาด สว่าง สงบอยู่แล้ว
เมื่อทำงานตรงต่อเวลา
ตรงต่อหน้าที่
พูดถูก
คิดถูก
ไม่อิจฉาริษยา
ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น
นั่นเรียกว่ามีมนุษย์สมบัติ
สวรรค์สมบัติ
และที่สุดคือ
นิพพานสมบัติ
สวรรค์ในอก
นรกในใจ
นิพพานไม่ไกล
อยู่ในใจนี้เอง
ธรรมะของพระพุทธเจ้า
ไม่ได้หายไปไหน
ยังอยู่ตรงนี้
ในชีวิตจริง
ในลมหายใจ
ในการเห็น
ในการรู้ตัว
เมื่อเรารู้ตรง
เห็นตรง
ตามที่เป็นจริง
เราก็เดินตามรอยพระพุทธเจ้า
ด้วยใจที่สงบ
ด้วยสติที่มั่นคง
และด้วยความจริงที่ไม่ต้องแต่งเติม
#หลวงพ่อเทียน #ความรู้สึกตัว #DhammaMahasati
