ธรรมไม่เคยหายไปไหน
มีแต่ใจเราที่เผลอไปไกล
พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องธัมมะวิจะยะ
คือการสอดส่องธรรม
ให้รู้ตาม
ให้เห็นตาม
ให้เข้าใจตาม
ผู้ที่รู้ตามเห็นตาม
จึงชื่อว่าสาวกพุทธะ
คำสอนของพระพุทธองค์
ไม่ได้เลือนหายไปตามกาลเวลา
แม้วันเวลาจะหมุนไป
หลายพันปีผ่านไปแล้วก็ตาม
แต่เมื่อดูให้ลึกลงไป
เราก็เห็นได้ว่า
ความแก่ก็เป็นเพียงการเปลี่ยนแปรของสังขาร
ธรรมทั้งหลายเคลื่อนไป
เพื่อแยกสลายกลับสู่ธรรมชาติของมันเท่านั้น
สิ่งที่คนในโลกมักมองข้าม
คือการปฏิบัติธรรม
กลับไปหลงในวัตถุ
หลงในตา หู จมูก ลิ้น กาย
หลงในสิ่งที่มากระทบ
จนใจถูกดึงไปตาม
มองไปทางไหน
ก็เห็นแต่ความอยาก
ความไม่พอ
และความทุกข์ที่ซ่อนอยู่เต็มไปหมด
บางครั้งเราก็เผลอ
เห็นนรกเป็นสวรรค์
เห็นกงจักรเป็นดอกบัว
เพราะไม่รู้สึกตัว
หลวงพ่อเทียนชี้ตรงว่า
การแก้ทุกข์ทางใจ
ไม่ต้องไปขอร้องใคร
ไม่ต้องอ้อนวอนที่ไหน
ให้เอาสติเข้ามา
ให้เกิดความรู้สึกตัว
รู้ในการยืน
รู้ในการเดิน
รู้ในการนั่ง
รู้ในการนอน
รู้ในการเคลื่อนไหว
รู้ในการทำงาน
รู้ในการพูด
รู้ในการคิด
เมื่อรู้เท่าทัน
รู้กัน
รู้แก้
ทวนกระแสของกิเลสได้
ผู้นั้นจึงใกล้ธรรม
ใกล้คำสอนของพระพุทธเจ้า
ไม่ใช่เพียงเข้าวัด
ฟังธรรม
รักษาศีล
ให้ทาน
หรือทำกัมมัฏฐาน
แต่ถ้าไม่หันมาดูจิต
ดูความนึกคิด
ดูคำพูด
ดูการกระทำของตนเอง
ก็ยังห่างไกลอยู่มาก
ธรรมแท้
ไม่ใช่การหลับตาเห็นสี
เห็นแสง
เห็นผี
เห็นเทวดา
เห็นอินทร์พรหม
เห็นนรกสวรรค์
สิ่งเหล่านั้น
ไม่ใช่การเห็นธรรมด้วยสติปัญญา
แต่การเห็นธรรมจริง
คือเห็นรูป เห็นนามของตนเอง
ขณะที่ยืน เดิน นั่ง นอน
ขณะคู้เหยียด
ขณะเคลื่อนไหว
ขณะทำงาน
ขณะพูด
ขณะคิดดีหรือคิดชั่ว
เห็นแล้ว
รู้เท่า
รู้ทัน
รู้กัน
รู้แก้
ไม่ไหลตามความคิดชั่ว
ที่ทำใจให้เศร้าหมอง
และเมื่อเห็นจิตเห็นใจ
ส่วนลึกของตน
เห็นความนึก
เห็นความคิด
ที่ไม่เป็นตัว ไม่เป็นตน
ก็จะรู้ว่า
จิตที่สะอาด
สว่าง
สงบ
มีอยู่แล้วในทุกคน
ส่วนที่ไม่สะอาด
ไม่สว่าง
ไม่สงบ
นั่นแหละคือกิเลส
คือโลภะ
โทสะ
โมหะ
คือทุกข์
เมื่อมีสติปัญญาเห็นอย่างนี้
พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่าเป็นบุญกุศล
เป็นการรู้ตาม
เห็นตามพระพุทธเจ้า
เป็นสิ่งอัศจรรย์อย่างยิ่ง
เหนือบุญเหนือบาป
เหนือดีเหนือชั่ว
เป็นธรรมที่พ้นการปรุงแต่ง
ให้เรากลับมาอยู่กับความรู้สึกตัว
ทีละขณะ
ทีละก้าว
ทีละลมหายใจของการเคลื่อนไหว
ตรงนี้เอง
คือทางที่พระพุทธเจ้าทรงเปิดไว้ให้
#หลวงพ่อเทียน #ความรู้สึกตัว #DhammaMahasati
