ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน พึ่งได้ เมื่อรู้และทำจริง ไม่ยึดถือ

 

ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน


เป็นที่พึ่ง

เพราะเราทำเอง

เพราะเรารู้เอง

เพราะเราเข้าใจเอง


พระพุทธเจ้าจึงทรงให้ศึกษา

ให้ปฏิบัติ

ให้รู้แจ้งเห็นจริง


ไม่ใช่เพียงจำเอาไว้

แต่ให้รู้ถึงใจ

ให้ซาบซึ้งจริง ๆ


เมื่อรู้จริงแล้ว

ใจก็พ้นจากความยึดมั่น

พ้นจากทุกข์ พ้นจากสุข

พ้นจากโลกแห่งสมมติ


ถ้ายังไม่ถึงตรงนั้น

ก็ยังนับว่ายังไม่ได้ศึกษาธรรม

ตามทางของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง


การสร้างฐานะ

การมียศ มีชื่อ

การทำความดี ความงาม

พระพุทธเจ้าไม่ห้าม


ท่านให้สร้างได้

แต่ไม่ให้ยึด


เพราะเมื่อยึดเข้า

ก็กลายเป็นอุปาทาน

กลายเป็นเครื่องรัดใจ


ใจที่ถือไว้

ไม่เคยว่าง

ไม่เคยสบาย

เต็มไปด้วยความหมอง

เต็มไปด้วยกิเลส


ได้ยินเสียงกระทบเพียงนิด

ใจก็คิดต่อทันที


จึงต้องมาอบรมตน

มาเจริญสติ

มาเจริญสมาธิ

มาเจริญปัญญา


เพื่อให้ใจสว่างจาก

ความโกรธ

ความโลภ

ความหลง


พระพุทธเจ้าจึงสอนว่า

อย่ายึดมั่นถือมั่น


ให้เห็นจิตใจของเราเสียก่อน


ถ้ายังไม่เห็นจิต

ยังไม่เห็นใจ

ก็ยังมีโทสะ

มีโมหะ

มีโลภะ

มีอุปาทาน


ใจจึงไม่ว่าง


แต่เมื่อรู้สึกตัว

เมื่อรู้ทันกาย รู้ทันใจ

ความว่างจะเกิดขึ้นเอง


ไม่ต้องไปบังคับ

ไม่ต้องไปแต่ง


พระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว

หรือพระพุทธเจ้าที่มีอยู่ในปัจจุบัน

ก็เป็นเช่นนั้น


นิสัยแห่งความรู้แจ้ง

ต้องเป็นอย่างนั้นเอง


เราพูดได้

แต่เมื่อไรเราจะเป็นได้


เมื่อไรเราจะเห็น

เมื่อไรเราจะเข้าใจ


เรากำลังยึดอะไรอยู่

จึงไม่ยอมมาศึกษาความจริง


บางทีเรากลับชอบแต่สิ่งไม่จริง

ชอบอยู่กับเปลือก

ไม่ยอมถึงเนื้อ


ดังนั้นคำสอนนี้จึงเหมือนเตือนใจว่า

อย่าไปหากินแต่กระดูก


ถ้ากินปลา

ก็อย่ากินแต่ก้าง

ให้กินเนื้อ


ถ้าเอาแต่แทะกระดูก

ก็เหมือนกินน้ำลายตัวเอง

แล้วหลงว่ามีรสชาติ


นั่นคือคนลืมตัว

ลืมทาง

ลืมความจริง


ชีวิตก็เช่นกัน

ถ้าไม่เลือกสิ่งที่ทำให้เกิดประโยชน์จริง

ย่อมผอมแห้ง

ย่อมไม่มีกำลัง


ต้องได้รับสิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิต

จึงค่อยดีขึ้น


การทำพระพุทธศาสนาให้เจริญก็เช่นเดียวกัน


ไม่มีใครทำแทนเราได้

เราต้องศึกษาเอง

ต้องรู้เอง

ต้องลงมือเอง


จึงจะเป็นชาวพุทธที่แท้


ถ้ามีผู้ประพฤติดี

ตรงตามพระธรรมวินัย

ตรงตามศาสนาของพระพุทธเจ้า


โลกนี้ย่อมไม่ว่างจากพระอรหันต์


#หลวงพ่อเทียน #ความรู้สึกตัว #DhammaMahasati


Archive