DM-0118 | ธรรมะประจำวัน 2022-11-01

-※ สูตรสำเร็จอึดใจเดียว ๓ (๕/๕) ※-


“…ที่ผมว่านี่ หลวงพ่อคือกัน-พระหนุ่มเณรน้อยคือกัน


แล้วก็แม่ออก-พ่อออกก็คือกัน


ที่ญาพ่อว่านี่ ให้มีแนวความคิดไว้


อย่าเห็นแก่ความเกียจคร้าน-มักง่าย


ผู้ใดว่าหยังให้ (ก็)ต้องมาถามหลวงพ่อเบิ่งซะก่อน


(ว่า)มันควรหรือมันบ่ควร ยังค่อยเป็น(จึงค่อยเป็น)


อันนี้ผู้ใดแตะต้องบ่ได้ ปุ๊บปั๊บ(ก็)ฮ้อนขึ้นมา-บ่แม่นอันนั้นน่ะ


ปฏิบัติธรรมบ่ถูกแล้ว ผิดแล้ว


เพิ่นยังว่าเลิกละได้ ความยึดมั่น-ถือมั่นนี้มันจางเด๊


คล้าย ๆ คือน้ำหม่าข้าว(น้ำแช่ข้าว) ล้างหลายเทือน้ำขี้มวก


บ้านผมเอิ้น‘น้ำขี้มวก’ ล้างออกไปแล้ว-เหลือแต่เม็ดข้าวล้วน ๆ


หรือน้ำล้างเนื้อ-ล้างหลายเทือ มันจืดออกไป-เป็นจังซั่น


จึงว่า**‘ใครว่าจังใด-ก็เรื่องของขเจ้า บ่แม่นเรื่องของเฮา’


เพราะเฮาทำดีแล้วเด๊ ใครสิว่าชั่ว-ก็แล้วไป


เพราะเฮาเห็นพระธรรม-ทำอยู่นี่ นี่พระทำ**


พระทำ-บ่แม่นผีทำ พระเว้า-อันนี้บ่แม่นผีเว้า


พระคิด-อันนี้บ่แม่นผีคิด เพิ่นให้ฮู้จักจังซั่น


จึงว่า **‘พระธรรมนั้นบ่ต้องไปหาหรอก-หาบ่อน(ที่)อื่น’


ถ้าหาเป็นแล้ว-อยู่ใกล้ ๆ เฮานี้


มรรคผลนิพพานก็อยู่ใกล้ ๆ เฮานี่


อยู่หน้าผากเฮานี่** คือเพชร-คือทองคำอันว่านั่นแหละ


ครั้นร่อนออกแล้ว-มันสำเร็จ


ครั้นปนอยู่กับขี้โคลน-ขี้เลน ก็บ่สำเร็จแล้ว


มันก็ของตม-ของเลนหุ้มอยู่ ขี้ตม-ขี้วัว-ขี้ควายห่อหุ้มอยู่


มันก็บ่ได้เอาออกมาใช้แล้ว


**‘อันนี้แหละ-มีค่ามีราคามากที่สุด’** เพิ่นว่า


การให้ทานวัตถุสิ่งของนั่น จากครูบาอาจารย์เล่าให้ฟัง


จิหนาแน่นตั้งแต่พื้นดินขึ้นไปก็ตามซาง


ยังบ่เป็นการให้ทานธรรมอย่างสูงสุด


หรือจะบูชาพระพุทธเจ้าก็คือกัน จะบูชาด้วยข้าวตอกดอกไม้


แม้จะหนาแน่นตั้งแต่พื้นดินก็ตามซาง


เพิ่นว่า‘บ่เป็นการบูชาพระพุทธเจ้า’


เพิ่นว่า **ผู้ใดจะบูชาพระพุทธเจ้า


ผู้ใดจะเฮ็ดหยังต่อพระพุทธเจ้านั้น


เพิ่นว่า ต้องประพฤติธรรม


ผู้ใดรู้ธรรม-เห็นธรรม สมควรแก่ธรรม


นั่นแหละชื่อว่าเป็นการปฏิบัติธรรม


ชื่อว่าเป็นการบูชาพระพุทธเจ้า**


อันบูชา(ด้วย)ข้าวตอกดอกไม้นั้น กะดีแล้ว


ให้คนที่จิตใจอ่อนเฮ็ด


**เฮาต้องบูชาด้วยจิตใจเข้มแข็ง เอาพระธรรมไปนำ


เอาพระสงฆ์ไปนำ-เอาพระพุทธเจ้าไปนำ ไปไสอย่าลืม


อันนี้ชื่อว่า‘พระธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม


ไม่ให้ตกไปในที่ชั่ว’** แน่ะเพิ่นว่า


เฮาเรียนมาแล้ว แต่เฮาหากบ่ได้เอามาพิจารณา


เฮาไปติดตำรา-ไปเชื่อกันจังซั่น กราบอย่างนั้น-กราบอย่างนี้


ผมกราบเบญจางคประดิษฐ์ ครูบาสอนผม


กราบ-(ให้)นั่งคุกเข่า แล้วก็เอาหัวเข่ากับข้อศอกเข้าไปจุ๊กัน


เวลากราบก็เอาหัวแนบกับพื้น ก้นมันเงิงขึ้น(กระดกขึ้น)


ผมเลยมานั่ง-นั่งจ้อม ๆ(เข่าชิดกัน) เฮ็ดแข่งกัน-ลองเบิ่ง


แม๊ะ! ตัวเองต้องตำหนิตัวเองเด๊-บรรพชิต เฮาสวด


ตัวเองติเตียนตัวเองได้หรือไม่ ? ลองมากราบเบิ่ง


นั่งคุกเข่า เอาหัวเข่าเข้ามาป้อมป้องนี่เข้าไว้แล้ว


ไม่ให้มันไปไกล บ่ให้ก้นเรานี่ตีออกจากส้นน่อง


(แยกออกจากส้นเท้า)


กราบ…เอามือเฮ็ดอันนี้-หัวโป้งมือตั้งขึ้น


มันมาสิงาม ๆ อยู่ในใจตัวเอง มันสิชม ๆ ในใจตนเองนี่เด๊


(ว่า)มันถูก-มันเป็นจังซั่น มันสิชื่น ๆ ใจตนเอง-บ๊ะ!


กราบไป-กราบมา…หัด


(กราบเบญจางคประดิษฐ์)มี ๕ จังหวะ(คือ)


๑.เอามือลง ๒.เอาหัวลง ๓.เอามือมาใส่หัวเข่า


๔.เอามือมาใส่หน้าอก ๕.เอามือมาใส่หว่างคิ้ว


เอ้…มาว่า‘นะโมตัสสะ’ ลองเบิ่งดู


‘นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต แปลว่าขอนอบน้อม’


โอ…อันนี้วา-อันเบญจางคประดิษฐ์มี ๕ จังหวะ


มันนบก็อยู่นี่ มันน้อมก็อยู่นี่


๓ เทือแล้วน้อมตัวลง-แน่ะ น้อมก็น้อมให้คล้ายคือกัน


บ่แม่นผู้หนึ่งน้อมไปทางข้าง ผู้หนึ่งน้อมไปทางเอียง


โดยมากก็แม่ออกนี่แหละ-พ่อออกก็คือกัน


นั่งปะแหลดลงไปแล้ว ก็บ่อยากเฮ็ดแล้วบัดนี้


นั่งตะแคงกราบปั๊บ ๆ ๆ เอาแล้ว มันบ่ฝึกหัด


มันเป็นนิสัย-เป็นสันดานขี้คร้าน อย่าเฮ็ด


ต้องพยายามฝึกมันจริง ๆ


ก็เลยรู้จักกราบเบญจางคประดิษฐ์


อันนี้เป็นวิธี(กราบ)เบญจางคประดิษฐ์ มี ๕ จังหวะ


ไหว้ตัวเองบัดนี่ ยกมือไหว้ตัวเองนี่เฮ็ดอีกแบบหนึ่ง


ฮู้จักคุณดี-ความงามของเฮาแล้ว


ไหว้ตัวเองได้(ตั้ง)แต่มื้อนั้นมา ญาพ่อเป็นจังซั่น


ญาพ่อคำนึง นอนอยู่ก็คำนึง-นั่งอยู่ก็คำนึง-ไปไสก็คำนึง


คิดถึงความฮู้-ความหลัง


คิดถึงความฉลาด-ความบ่ทุกข์(ของ)ตัวเอง


มาคิดถึงพระพุทธเจ้า (ท่าน)เกือบตายไป


พระพุทธเจ้า ๖ ปี จึงได้ฮู้-ได้เห็น-จึงได้เข้าใจ


ได้เผยแผ่แก่คนอินเดีย ผู้ใดชอบก็ไป-(คน)อินเดีย


ผู้ใดบ่ชอบ-ก็บ่ไป ก็คือกันกับ(คน)ไทยเฮานี่แหละ


ยังมีอยู่แมะ(ยังมีอยู่นะ) ศาสนาดึกดำบรรพ์เก่าแก่


แต่ยังมีในประเทศอินเดีย


เข้ามาในฮอดเมืองไทยเฮานี่แล้วเด๊นี่


*พุทธศาสนาแก่นแท้นั้น-จึงว่ามีน้อย เพราะคนบ่ปฏิบัติเด๊


ไปปฏิบัติแต่เอาบุญเฉย ๆ (แต่)อยู่ไสบ่ฮู้-บุญน่ะ*


**บุญคือมันบ่ทุกข์เนี่ยะ** อันมันบ่ทุกข์นี้เพิ่นเอิ้นบุญเซ้า(บุญท่าน)


เห็นคนใดนั่งสบายอยู่ ก็ว่าบุญเซ้า


จักอยู่ไสบ่ฮู้-(บุญ) เว้าเป็นตายซือ ๆ(พูดเป็นเฉยๆ )


เพราะมันบ่มีตาทิพย์นั่นแหละ นี่เพิ่นว่าจังซั่น


ที่นำมาว่าให้ฟังหลังจากการทำวัตรเช้า


ก็นึกว่าทุกคนจำได้ง่าย ๆ


วางโครงสร้างที่ว่านี่แหละ ให้มันงามขึ้น


พร้อมกันทำวัตรเช้า-ทำวัตรเย็น


แล้วก็ผู้ใดทำเป็นแล้ว-ก็ต้องให้มันเป็นไป ว่าให้มันดัง-ผู้นำ


พยายามทำ นั่งตรง ๆ อย่าให้มันโงกมันเหงา-พยายาม


เฮาชอบนั่งสงบ (แต่)มันบ่สงบ-อันนั้นน่ะ


**‘ความสงบ’แปลว่าหยุด** นี้ผมจึงรู้จักว่าหยุดละทีนี้


บ่ไปศึกษากับครูบาอาจารย์องค์ใดละ นี่…ความสงบน่ะ


อันนี้จึงเป็นความสงบในหลักพระพุทธศาสนา


ถ้าหากเฮาแสวงหาครู-หาอาจารย์อยู่ บ่สงบ


มันสิสงบตายมันหยัง(มันจะสงบได้อย่างไร) สงบก็คือเซาซั่นวะ


สิไปหาไผ มันจบหลักสูตรมันแล้ว-มันสำเร็จมาแล้ว


พระพุทธเจ้าบอกว่าไม่ต้องไปหาใคร นี่เพิ่นว่า


แต่ว่าผมบ่ได้เป็นพระพุทธเจ้า


ผมเป็นเพียงรู้ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า


จึงนำมาแนะนำพวกเฮาหลังจากทำวัตรเช้ามื้อนี้แล้ว


ทำวัตรเช้า-ก็เว้าสู่ฟัง ทำวัตรเย็น-ก็เว้าสู่ฟัง


เพื่อให้เราทุกคนเอาไปใช้กับชีวิตของเราจริง ๆ


ปีนี้ฝึกกันจริง ๆ


ฝึกกันทางโครงสร้าง-ฝึกกันทางจิตใจ ให้เข้าใจจังซั่น


ผู้ใดขี้คร้าน-ไล่หนี มันเปลืองสถานที่


ใช้ฟืน-ใช้ไฟ ใช้เสื้อ-ใช้ผ้า…เป็นจังซั่น แล้วก็ที่อยู่-ที่อาศัยก็คับ


ต้องการคนดี คนบ่ดี-เอามาไว้เฮ็ดหยัง


มันสอนบ่ได้ มันสันดานของผี-มันสันดานของสัตว์


คนที่ดี มันเว้าง่าย-สอนง่าย…มันก็ได้กว้างออกไป


คน ๆ เดียวสอนหมู่สิร่อนบ่(จะเข้าถึงหรือ)


ปีนี้ได้สัก ๒ คน ปีหน้าได้จัก ๔ คน…มีสมาชิกขึ้นมา


อย่างพระยัสสะ พระพุทธเจ้าท่านสอน


พระยัสสะมีเพื่อนหลายคน


(พระยัสสะก็)ไปเว้าเอาเพื่อนมาปฏิบัติธรรมะ


การเผยแผ่ธรรมะในประเทศอินเดียก็ก้าวหน้าขึ้น


เอาแหละ ที่ผมมาให้ข้อคิดเป็นเครื่องเตือนจิตสะกิดใจในวันนี้


ก็เห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้ว


ท้ายที่สุดนี้ พระเณร-ญาติโยมฟังธรรมะ


ที่ผมนำเอาคำสั่ง-คำสอนของพระพุทธเจ้ามาเล่าสู่ฟัง(ใน)วันนี้


ผมขออ้างอิงเอาคุณของพระพุทธเจ้า


และพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า


และคุณของพระอรหันตสาวก(ของ)พระสัมมาสัมพุทธเจ้า


มาเตือนจิตสะกิดใจของพวกเฮา


**ให้พวกเฮาได้รู้แจ้ง-เห็นจริงตามความเป็นจริง


อย่างที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ในข้อที่ ๔ ว่า


‘สัตว์ทั้งหลาย เราผู้เป็นตถาคตไปถึงแล้วแห่งนั้น


แล้วจึงนำมาสอนพวกเธอทั้งหลาย ให้พวกเธอทั้งหลาย


จงประพฤติปฏิบัติอย่างเราตถาคตนี้


ก็จะรู้-จะเห็น-จะเป็น-จะมีอย่างเราตถาคตนี้


เห็นคือว่า‘พุทธานุพุทธัง’อันหนึ่ง


อันหนึ่งว่า‘ผุฏฐัสสะ โลกะ ธัมเมหิ จิตตัง’-นี่อันหนึ่ง


อันนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนควรรู้-ควรเห็น


เพราะน้ำกับตมนั้น มันบ่แม่นอันเดียวกัน


ตมเลนต่างหากมาเฮ็ดให้น้ำขุ่น น้ำมันบ่ขุ่น


จิตใจเฮาก็คือกัน


ถ้าเฮาฮู้จักอย่างนี้แล้ว-เราจิค่อย ๆ ตามไป


พระพุทธเจ้าจึงว่า


‘อันจิตใจสะอาด-จิตใจสว่าง-จิตใจสงบ-จิตใจบริสุทธิ์’


ครั้นจิตใจบริสุทธิ์แล้ว ขี้ตมก็บ่ไปเฮ็ดให้น้ำขุ่นได้อีกแล้ว


จิตใจเราก็ผ่องใส ขี้ตมก็เป็นตะกอนทะลุออกก้นพู้น


จิตใจว่องไว-มันก็เบาแล้วบัดนี่ มันก็มองเห็นได้


สามารถมองเห็นอันใดได้ทุกอย่างเด๊ เพิ่นว่าจังซั่น


ขอให้ทุกคน-ทุกคน พบเห็นเอาในชีวิตนี้


หรือเวลาอันใกล้นี้ จงทุก ๆ คนเทอญ.”**


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive